The Agenda South

The Agenda Southวาระภาคใต้ เชื่อมไทย เชื่อมโลก

ผู้ช่วยเลขาฯ ศอ.บต. ร่วมเฉลิมฉลองต้อนรับฮิจเราะห์ศักราชใหม่ของอิสลาม 1446 ชุมชนดามาบูเวาะ

@7 ก.ค. 2567 16:07

“รอมดอน หะยีอาแว” ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. ร่วมเฉลิมฉลองต้อนรับฮิจเราะห์ศักราชใหม่ของอิสลาม 1446 ชุมชนดามาบูเวาะ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส

วานนี้ (6 ก.ค.) ชุมชนดามาบูเวาะ ต.ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส จัดกิจกรรมต้อนรับฮิจเราะห์ศักราชใหม่ของอิสลาม 1446 ภายหลังจุฬาราชมนตรี มีประกาศดูดวงจันทร์ เพื่อกำหนดวันที่ 1 มูฮัรรอม 1446 ในวันที่ 6 ก.ค. หลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า โดยในกิจกรรมมีการเดินขบวนพาเหรดเป็นเชิงสัญลักษณ์ของความเป็นอิสลามทั่วโลก อาทิ การแต่งกายและการปั้นหุ่นอูฐ เลียนแบบชนชาวอาหรับ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นประเทศศูนย์กลางของศาสนาอิสลาม ทั้งนี้ในกิจกรรมได้รับเกียรติจาก นายรอมดอน หะยีอาแว ผู้ช่วยเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นประธานเปิดกิจกรรม และมีนายอำเภอระแงะ หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ร่วมกิจกรรม

นายรอมดอน หะยีอาแว ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวตอนหนึ่งขณะพบปะชาวชุมชนดามาบูเวาะ ว่า ในนาม ศอ.บต. ขอชื่นชมพี่น้องชาวดามาบูเวาะ ซึ่งเป็นชุมชนเล็กๆ ที่มีความสามัคคี ร่วมกันจัดงานตอนรับฮิจเราะห์ศักราชใหม่ของอิสลาม รวมตัวตั้งแต่เด็กเล็ก 3-4 ขวบ จนถึงผู้สูงอายุ สูงสุดเกือบ 100 ปี หากกล่าวถึงอำเภอระแงะ เป็นอำเภอหนึ่งพี่โด่งดังในการเป็นเมืองผลไม้ มีลองกองรสหวาน ไม่เหมือนพื้นที่ใด มีนักการศาสนาที่มีชื่อเสียง มีโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่เข้มแข็ง และมีนายอำเภอน้ำดีดูแลพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดเป็นเสน่ห์โดยรวมของอำเภอระแงะ ทั้งนี้ในนาม ศอ.บต. ยินดีเป็นอย่างยิ่งในการเป็นหน่วยประสานสอดคล้องการดำเนินกิจกรรม หรือเรื่องต่างๆที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือ ศอ.บต. พร้อมให้บริการประชาชนทุกคน

สำหรับกิจกรรมดังกล่าว มีกำหนดจัดขึ้น 2 วัน 6-7 ก.ค. มีการละเล่นกีฬาพื้นบ้าน จัดแบ่งคนในชุมชนเป็นสี เพื่อสร้างความสามัคคี รักใคร่กลมเกลียวของคนในชุมชน

ศอ.บต.ให้การต้อนรับพร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการศึกษา กับองค์กรอิสลามอินโดนีเซีย

@7 ก.ค. 2567 16:00

ศอ.บต.ให้การต้อนรับพร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการศึกษา กับองค์กรอิสลามอินโดนีเซีย Nahdlatul Ulama เพื่อประสานความร่วมมือในอนาคต

เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2567 เวลา 19.30 น. ณ ห้องปัญจเพชร อาคาร ศอ.บต. คณะองค์กรอิสลามอินโดนีเซีย Nahdlatul Ulama (LPTNU) เข้าพบผู้บริหารศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) โดยมี นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการ ศอ.บต. เป็นประธานต้อนรับคณะผู้มาเยือน ซึ่งคณะฯประกอบด้วย อธิการบดีของมหาวิทยาลัยในอินโดนีเซีย และหัวหน้าส่วนราชการ ขอเข้าพบผู้บริหาร ศอ.บต. เพื่อหารือความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างไทย-อินโดนีเซีย โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษา

นายอัยนูน นาอิม หัวหน้าสมาพันธ์การอุดมศึกษาองค์กรอิสลาม Nahdlatul Ulama กล่าวขอบคุณ ศอ.บต. ที่ให้การต้อนรับคณะ Nahdlatul Ulama อินโดนีเซีย ในครั้งนี้ โดยก่อนเยือน ศอ.บต. ได้มีโอกาสเข้าพบผู้บริหารของมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา เพื่อหารือความร่วมมือด้านการศึกษา เนื่องจากคณะที่มาเยือนในวันนี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารของมหาวิทยาลัยต่างๆในอินโดนีเซีย Nahdlatul Ulama ซึ่งมีมหาวิทยาลัยเครือข่าย 282 แห่ง จึงประสงค์เข้าหารือแลกเปลี่ยนด้านการศึกษา คาดหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทั้งสองประเทศใรอนาคต

โดยคณะได้มีการสอบถามถึงการจัดการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษาของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อาทิ หลักสูตรการสอน การฝึกงาน การบริหารจัดการของสถาบันการศึกษาระหว่างรัฐและเอกชน เป็นต้น

โดย รองเลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวตอนหนึ่งว่า ศอ.บต. พร้อมเป็นหน่วยประสานการปฏิบัติงานและความร่วมมือ ให้เกิดการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา เทคโนโลยี หรือการพัฒนาคุณภาพประชาชนด้านอื่นๆ อย่างไรก็ตาม จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีมหาวิทยาลัยที่อยู่ในพื้นที่หลายแห่งทั้งรัฐและเอกชน อาทิ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และวิทยาเขตหาดใหญ่ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกัน ในส่วนการจัดการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษาและระดับประถมศึกษาของไทยนั้น ใช้หลักสูตรสายสามัญทั้งหมด ยกเว้น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่จะมีหลักสูตรสามัญควบคู่กับศาสนา อย่างไรก็ตามขอบคุณคณะฯที่เข้าพบคารวะ สนใจการศึกษาในพื้นที่ คาดว่า จะได้มีโอกาสทำงานร่วมกับคณะฯที่มาเยือน เนื่องจากเป็นผู้บริหารของมหาวิทยาลัยในแต่ละพื้นที่ของอินโอนีเซีย ทั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่สำคัญในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้คือ เราใช้งานวิจัยเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชน พัฒนาพื้นที่ และแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงหวังว่าในอนาคตจะมีโอกาสทำงานร่วมกับยอดฝีมือที่เป็นผู้บริหารของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งของอินโดนีเซียด้วย

แฉกลลวงมิจฉาชีพลงทุนยิงโฆษณาผ่านเฟซบุ๊ก หลอกคนทำงานเกษตรออสเตรเลีย-เกาหลีใต้

@7 ก.ค. 2567 15:55

อธิบดีกรมการจัดหางาน ห่วงคนหางานถูกหลอกทำงานต่างประเทศ เตือนภัยมิจฉาชีพนิยมหลอกลวงลงโฆษณาบนเฟซบุ๊ก แนะตรวจสอบบริษัทจัดหางานถูกกฎหมายที่เว็บไซต์ “กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน” ก่อนหลงเชื่อโอนเงิน

นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันกลุ่มมิจฉาชีพนิยมสร้างเพจเฟซบุ๊กเพื่อใช้เป็นช่องทางหลอกลวงคนไทยที่ต้องการไปทำงานต่างประเทศ โดยมีการแอบอ้างว่าเป็นบริษัทจัดหางานต่างประเทศที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายกับกรมการจัดหางาน และสามารถจัดส่งไปทำงานต่างประเทศได้ โดยเชิญชวนคนหางานให้ติดต่อผ่านช่องทางแชทข้อความของเฟซบุ๊ก และให้แอดไลน์เพื่อติดต่อพูดคุย หลังจากนั้นมิจฉาชีพจะส่งเอกสารต่างๆ ซึ่งถูกปลอมแปลงขึ้น สร้างความน่าเชื่อถือให้คนหางานเชื่อว่ากำลังพูดคุยกับบุคคลหรือลูกจ้างของบริษัทจัดหางานที่มีตัวตนอยู่จริง เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อจะให้ทำการโอนเงินเป็นค่ามัดจำหรือเป็นค่าดำเนินการด้านเอกสาร พร้อมออกใบเสร็จรับเงินปลอมเป็นหลักฐาน หรือบางรายมีการหลอกลวงขอข้อมูลส่วนบุคคลและนำไปใช้ในทางมิชอบหรือผิดกฎหมาย ล่าสุดมิจฉาชีพอาศัยการลงโฆษณาบนเฟซบุ๊ก รับสมัครคนงานเกษตร หรืองานโรงงาน ที่ประเทศออสเตรเลียและประเทศเกาหลีใต้ โดยจะมีข้อความ "ได้รับการสนับสนุน" อยู่ใต้ชื่อเฟซบุ๊ก และมีช่องแชทข้อความปรากฏบนโพสต์ ทำให้คนหางานเข้าถึงเพจปลอมเป็นวงกว้าง และถูกหลอกลวงจนเกิดความเสียหายจำนวนมาก

“ขอฝากถึงคนไทยที่กำลังหางานในต่างประเทศ ก่อนตัดสินใจโอนเงินให้สายนายหน้าหรือผู้แทนบริษัทรายใด ขอให้ตรวจสอบรายชื่อบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตให้จัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศจากกรมการจัดหางาน ที่เว็บไซต์ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน doe.go.th/ipd เสียก่อน เพราะปัจจุบันมิจฉาชีพมีกลวิธีสร้างความน่าเชื่อถือเพื่อหลอกลวงคนหางานหลายวิธี โดยปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 มีการดำเนินคดีสาย นายหน้าเถื่อนแล้ว 372 ราย หลอกลวงคนหางานทั้งสิ้น 509 คน คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย จำนวน 35,091,630 บาท ซึ่งประเทศที่พบคนหางานถูกหลอกลวงไปทำงานที่สุด ได้แก่เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ตามลำดับ

ทั้งนี้ หากคนหางานได้รับความเดือดร้อนจากการถูกมิจฉาชีพหลอกลวงไปทำงานต่างประเทศ สามารถขอรับคำปรึกษาและขอความช่วยเหลือได้ที่ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน โทร. 0 2248 4792 และ โทร. 0 2245 6763 หรือที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 โดยสามารถศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศที่ตนจะเดินทางไปทำงาน เพื่อป้องกันการหลอกลวงได้ที่เว็บไซต์กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ doe.go.th/overseas หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694

กรมการจัดหางาน ลงพื้นที่เยาวราชช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติเดือดร้อนจากเหตุไฟไหม้

@7 ก.ค. 2567 15:49

กรมการจัดหางาน ลงพื้นที่เยาวราชช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติที่มาทำงานในประเทศไทย หลังได้รับความเดือดร้อนจากเหตุไฟไหม้

นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า จากกรณีไฟไหม้ชุมชนตรอกโพธิ์ เยาวราช แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร เมื่อคืนวันที่ 6 กรกฎาคม 2567 เวลาประมาณ 20.41 น. ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบทั้งคนไทยและแรงงานข้ามชาติที่มาทำงานในประเทศไทย หลังทราบเรื่องตนไม่นิ่งนอนใจ ได้มอบหมาย นายสนธยา กาลาศรี ผู้อำนวยการกองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน นายไชยพร พุ่มผลึก ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 8 และเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่อำนวยความสะดวกและให้ความช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติที่ได้รับผลกระทบ จากการสอบถามแรงงานข้ามชาติทราบว่าเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวได้ไหม้ที่พักอาศัย (ห้องเช่า) ซึ่งทำให้ทรัพย์สินและเอกสารเสียหาย ขณะเดียวกันมีแรงงานข้ามชาติมาลงทะเบียนขอความช่วยเหลือ ณ ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร จำนวนประมาณ 150 คน ประกอบด้วย สัญชาติลาว 100 คน และสัญชาติเมียนมา 50 คน โดยส่วนใหญ่มีเอกสารหนังสือเดินทางและใบอนุญาตทำงานถูกต้อง แต่มีบางส่วนเอกสารยังอยู่ในห้องพักซึ่งถูกไฟไหม้ ซึ่งแรงงานข้ามชาติที่ได้รับความเดือดร้อนกลุ่มนี้ ยังจำเป็นต้องมีเอกสารใบอนุญาตทำงานเพื่อทำงานอยู่ในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ กรมการจัดหางาน จะอำนวยความสะดวกโดยรับลงทะเบียนและออกใบแทนใบอนุญาตทำงาน กรณีเอกสารสูญหายหรือถูกไฟไหม้ให้ ณ ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยวัดสัมพันธวงศ์ แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2567 เวลา 9:00 น. เป็นต้นไป

สำหรับนายจ้างและแรงงานข้ามชาติที่ได้รับความเดือดร้อนต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน และสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694 หรือที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 8 โทร 02 221 7315, 02 221 7316

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจัดสัมมนาทบทวนกฎหมายความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

@4 ก.ค. 2567 01:21

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วนเพื่อทบทวนการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจัดทำข้อเสนอแนะในการบังคับใช้ และการเยียวยาเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ระหว่างวันที่ 3-4 กรกฎาคม 2567 ณ โรงแรมริเวอร์ ปัตตานี ตำบลสะบารัง อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี

วันที่ 3 กรกฎาคม 2567 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมกับภาคีเครือข่ายสิทธิมนุษยชนได้แก่ สถาบันพระปกเกล้า สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสภาประชาสังคมชายแดนใต้ จัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อทบทวนการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจัดทำข้อเสนอแนะในการบังคับใช้ และการเยียวยาเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ระหว่างวันที่ 3-4 กรกฎาคม 2567 ณ โรงแรมริเวอร์ ปัตตานี ตำบลสะบารัง อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เกี่ยวกับแนวทางการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคง ๓ ฉบับ

การดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และพัฒนากระบวนการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมถึงข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ และคำสั่งใด ๆ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย เครือข่ายภาคประชาสังคม องค์กรเอกชน ภาควิชาการ สื่อมวลชน และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่บังคับใช้กฎหมายความมั่นคง จำนวน 100 คน

โดยการเสวนาในวันพุธที่ 3 กรกฎาคม 2567 ช่วงเช้า ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเปิดการเสวนา และปาฐกถา หัวข้อ “บทบาท กสม. กับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้”  ต่อมาเป็นกิจกรรมสันติสนทนา ( Peace Dialogue ) หัวข้อ “บริบทของการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” ภาคบ่ายเป็นกิจกรรม Justice Discussion หัวข้อ กระบวนการยุติธรรมภายใต้การบังคับใช้กฎหมายความมั่นคง และกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

และในวันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม 2567 ช่วงเช้าเป็นกิจกรรม Human Rights Circle หัวข้อ “การเยียวยาความเสียหายผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” ช่วงบ่ายเป็น“กระบวนการรับฟังความคิดเห็น” เพื่อกำหนดพัฒนาและจัดทำข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายความมั่นคง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และช่วงท้ายของการสัมมนาเป็นการกล่าวสรุปและปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ โดย นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

สถานการณ์ - ปรากฎการณ์

เกษตรกรสงขลาปลูกมะระจีนพื้นบ้านไร้สารพิษ สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำเลี้ยงครอบครัว

@12 ก.ค. 2567 18:31

เกษตรกรบ้านทุ่งหวัง อำเภอเมืองสงขลา ปลูกมะระจีนพื้นบ้านครึ่งไร่ ทำเกษตรปลอดภัยไร้สารพิษ เก็บผลผลิตขายมีรายได้เป็นกอบเป็นกำเลี้ยงครอบครัว

นายสมพล และนางสุภาพร แช่ติ้ว  สองสามีภรรยา  เกษตรกรอำเภอเมืองสงขลา บ้านเลขที่ 37 ม.9 ต.ทุ่งหวัง อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา ปลูกมะระจีนพันธุ์พื้นบ้านประมาณ ครึ่งไร่ เก็บผลผลิตขายสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว โดยใช้พื้นที่ประมาณ 1 ไร่ ปลูกพืชผักหมุนเวียนกันตลอดทั้งปี เพื่อจำหน่ายสร้างรายได้แก่ครอบครัว เช่น แตงกวา ถั่วฝักยาว มะระ ข้าวโพดหวาน พริก มะเขือ

สำหรับมะระจีนใช้พื้นที่ปลูกประมาณครึ่งไร่  เป็นมะระพันธุ์พื้นบ้าน ซึ่งใช้เมล็ดพันธุ์ที่เก็บไว้เองในช่วงฤดูที่ผ่านมา ผลอาจมีขนาดเล็กกว่ามะระจีนทั่วไป แต่รสชาติดี กรอบอร่อย ปลูกง่าย โตเร็ว ให้ผลผลิตสูง ซึ่งในช่วงนี้ได้ปลูกมะระจีน จำนวน 300 ต้น โดย การยกร่องพร้อมใช้พลาสติกคลุม และขุดหลุมปลูก รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกคลุกเชื้อราไตรโคเดอร์มา และหยอดเมล็ด ซึ่งปลูกเป็นแถวยาวจำนวน 5 แถว ระยะห่างระหว่างแถว 3 เมตร และช่องว่างระหว่างแถว ทำการปลูกข้าวโพดหวาน และกระเจี๊ยบเขียว โดยใช้วิธีรดน้ำให้ชุ่มด้วยระบบน้ำหยด

เมื่อต้นมะระจีนเริ่มทอดยอด ก็ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยทำการปักค้างด้วยไม้ค้างสูงประมาณ 2 เมตร แต่ละไม้ค้างปักห่างกันประมาณ 1 เมตร และขึงตาข่ายเชือกมัดติดกับไม้ค้างด้านบนและด้านล่างทุกไม้ค้าง หมั่นจับเถามะระให้เกาะยึดและเลื้อยกระจายทิศทางกันไปให้ทั่ว

และหลังจากมะระจีนเริ่มติดผล ขนาดเท่านิ้วก้อย ก็ต้องห่อผลด้วยกระดาษเพื่อป้องกันแมลงวันผลไม้เข้าเจาะทำลาย หลังห่อผลมะระจีนเพียง 10-12 วัน สามาถเก็บผลผลิตได้ ผลมะระมีผิวสีเขียวอ่อน ผลยาวประมาณ 8-10 นิ้ว น้ำหนัก 3-4 ผลต่อกิโลกรัม ซึ่งตนจะเก็บผลมะระจีนวันเว้นวัน แต่ละวันเก็บผลผลิตได้ประมาณ 20 กิโลกรัม ในแต่ละรอบการปลูกมะระจีน สามารถเก็บได้ประมาณ 20 ครั้ง  โดยจะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงบ้าน ในราคากิโลกรัมละ 40 บาท และหากนำไปขายเองจะได้ราคากิโลกรัมละ 50  บาท  คาดว่าผลผลิตรอบนี้จะมีรายได้ไม่น้อยกว่า 15,000 บาท นอกจากนี้ กระเจี๊ยบเขียว ที่ปลูกไว้ในช่องว่างระหว่างแถวมะระก็เริ่มให้ผลผลิตแล้ว โดยที่แปลงผักจะปลอดภัยจากสารพิษใช้เพียงปุ๋ยคอกและปุ๋ยน้ำหมักเท่านั้น ไม่มีการนำสารเคมีมาใช้ในการผลิตพืชผัก รวมทั้งใช้สารชีวภัณฑ์ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองสงขลา ได้ให้คำแนะนำ จึงทำให้ผลผลิตปลอดภัยได้มาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย (จี เอ พี) จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่การันตีความปลอดภัยผลผลิตของสองสามีภรรยา  เกษตรกรอำเภอเมืองสงขลา และได้นำผลผลิตการเกษตรไปจำหน่ายที่ตลาดเกษตรข้างสำนักงานเกษตรจังหวัดสงขลา ทุกวันอังคาร และวันศุกร์ และเป็นที่ต้องการของลูกค้าเพราะเชื่อมั่นในความปลอดภัยในการบริโภค

ภาคประชาชนจับมือภาครัฐ เดินหน้ากำจัดปลาหมอคางดำ

@10 ก.ค. 2567 21:42

ภาคประชาชนจังหวัดสงขลา ร่วมกับภาครัฐ เดินหน้ากำจัด "ปลาหมอคางดำ" สัตว์น้ำต่างถิ่น หลังระบาดหนัก ส่งผลให้ผลผลิตสัตว์น้ำในพื้นที่ของเกษตรกรเสียหาย

จากกรณีที่ กรมประมง ได้ดำเนินการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของ "ปลาหมอคางดำ" สัตว์น้ำต่างถิ่น ที่สร้างความเสียหายต่อผลผลิตในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศ เนื่องจากเป็นปลาที่มีการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม ทนต่อการเปลี่ยนแปลงความเค็มของน้ำได้ดี สามารถแพร่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ซึ่งในปัจจุบันนี้พบแพร่กระจายในแหล่งน้ำหลายจังหวัด ล่าสุดจังหวัดสงขลา พบว่ามีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำแล้วจำนวนมาก  โดยเฉพาะพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปพูดคุยกับนายภชรพล  สังขไพฑูรย์  ประธานชมรมกุ้งจังหวัดสงขลา พบว่า ขณะนี้ในพื้นที่อำเภอระโนด จ.สงขลา ปลาหมอคางดำระบาดหนัก ดังนั้น ภาคประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านนายอำเภอระโนด ประมงอำเภอระโนด และศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสงขลา จับมือหารือเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกัน จึงเดินหน้าสร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชน พร้อมประกาศจับ ปลาหมอคางดำ

โดยลักษณะทั่วไป สีลำตัวมีการแปรผัน อาจเป็นสีเงิน, น้ำเงินอ่อน หรือสีเหลือง สีดำ ขึ้นกับสีน้ำ ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ปรากฏจุดสีดังกล่าว ขนาดเล็กไม่พบจุดสีดำ / มีจุดสีดำขนาดใหญ่บริเวณคาง หลังกระพุ้งแก้ม ด้านหลังของฐานครีบหลัง ซึ่งปลาหมอคางดำ อาศัยอยู่ได้ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย ป่าชายเลน ทะเลสาบ ทะเล เป็นปลาที่มีความทนต่อความเค็มสูง อีกทั้งยังขยายพันธุ์ได้ดีและรวดเร็ว ผสมพันธุ์และวางไข่ได้ตลอดทั้งปี ใช้เวลาฟัก 4-6 วัน ในระยะเวลา 4 เดือน สามารถแพร่พันธุ์ได้นับแสนตัว และปลาหมอคางดำ จัดเป็นปลาที่กินเก่ง โดยสามารถกินได้ทั้งแพลงค์ตอนพืช สัตว์น้ำตัวอ่อนทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นปู ปลา กุ้ง หอย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสัตว์น้ำพื้นถิ่น จากการตรวจสอบ พบว่าเมื่อปลาหมอคางดำหลุดเข้าไปในบ่อกุ้งของเกษตรกร ภายในเวลาเพียง 2 เดือน สามารถกินกุ้งในบ่อจนหมด

ขณะที่ ชาวบ้านในพื้นที่ อ.ระโนด จ.สงขลา เล่าให้ฟังว่า ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ผลผลิตสัตว์น้ำ อย่างกุ้งขาว ปลาต่างๆ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ตอนแรกคิดว่าสาเหตุมาจากน้ำเสีย ปกติรายได้หลักส่วนใหญ่มาจากการยกยอ จับกุ้ง จับปลา นำมาขายให้กับพ่อค้าคนกลาง วันนึงมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท แต่ตอนนี้ แทบจะหาผลผลิตไม่ได้เลย ทำให้ขาดรายได้ไปมาก จนกระทั่งมาทราบข่าวจากทางประมงจังหวัด ว่ามีปลาหมอคางดำระบาด ซึ่งตนและคนอื่นๆ ก็ยังไม่ทราบว่ามีปลาชนิดนี้ พอลองยกยอ หรือทอดแหดู ก็พบว่าเป็นจริง และพบว่าจำนวนของปลาหมอคางดำ มากกว่าจำนวนปลาชนิดอื่น

ล่าสุดทางเพจเฟซบุ๊ก สำนักงานประมงจังหวัดสงขลา ได้โพสต์ประกาศจับ ปลาหมอคางดำ พร้อมทั้งเชิญชวนประชาชนแจ้งตำแหน่งการพบปลาหมอคางดำ โดยถ่ายภาพ และแจ้งพิกัดที่พบ เพื่อจะได้สกัดการเพิ่มจำนวนของปลาหมอคางดำ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำชนิดอื่น โทร.สายด่วนสำนักงานประมงจังหวัดสงขลา 074-311302

ผู้ช่วยเลขาฯ ศอ.บต. ร่วมเฉลิมฉลองต้อนรับฮิจเราะห์ศักราชใหม่ของอิสลาม 1446 ชุมชนดามาบูเวาะ

@7 ก.ค. 2567 16:07

“รอมดอน หะยีอาแว” ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. ร่วมเฉลิมฉลองต้อนรับฮิจเราะห์ศักราชใหม่ของอิสลาม 1446 ชุมชนดามาบูเวาะ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส

วานนี้ (6 ก.ค.) ชุมชนดามาบูเวาะ ต.ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส จัดกิจกรรมต้อนรับฮิจเราะห์ศักราชใหม่ของอิสลาม 1446 ภายหลังจุฬาราชมนตรี มีประกาศดูดวงจันทร์ เพื่อกำหนดวันที่ 1 มูฮัรรอม 1446 ในวันที่ 6 ก.ค. หลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า โดยในกิจกรรมมีการเดินขบวนพาเหรดเป็นเชิงสัญลักษณ์ของความเป็นอิสลามทั่วโลก อาทิ การแต่งกายและการปั้นหุ่นอูฐ เลียนแบบชนชาวอาหรับ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นประเทศศูนย์กลางของศาสนาอิสลาม ทั้งนี้ในกิจกรรมได้รับเกียรติจาก นายรอมดอน หะยีอาแว ผู้ช่วยเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นประธานเปิดกิจกรรม และมีนายอำเภอระแงะ หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ร่วมกิจกรรม

นายรอมดอน หะยีอาแว ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวตอนหนึ่งขณะพบปะชาวชุมชนดามาบูเวาะ ว่า ในนาม ศอ.บต. ขอชื่นชมพี่น้องชาวดามาบูเวาะ ซึ่งเป็นชุมชนเล็กๆ ที่มีความสามัคคี ร่วมกันจัดงานตอนรับฮิจเราะห์ศักราชใหม่ของอิสลาม รวมตัวตั้งแต่เด็กเล็ก 3-4 ขวบ จนถึงผู้สูงอายุ สูงสุดเกือบ 100 ปี หากกล่าวถึงอำเภอระแงะ เป็นอำเภอหนึ่งพี่โด่งดังในการเป็นเมืองผลไม้ มีลองกองรสหวาน ไม่เหมือนพื้นที่ใด มีนักการศาสนาที่มีชื่อเสียง มีโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่เข้มแข็ง และมีนายอำเภอน้ำดีดูแลพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดเป็นเสน่ห์โดยรวมของอำเภอระแงะ ทั้งนี้ในนาม ศอ.บต. ยินดีเป็นอย่างยิ่งในการเป็นหน่วยประสานสอดคล้องการดำเนินกิจกรรม หรือเรื่องต่างๆที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือ ศอ.บต. พร้อมให้บริการประชาชนทุกคน

สำหรับกิจกรรมดังกล่าว มีกำหนดจัดขึ้น 2 วัน 6-7 ก.ค. มีการละเล่นกีฬาพื้นบ้าน จัดแบ่งคนในชุมชนเป็นสี เพื่อสร้างความสามัคคี รักใคร่กลมเกลียวของคนในชุมชน

ศอ.บต.ให้การต้อนรับพร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการศึกษา กับองค์กรอิสลามอินโดนีเซีย

@7 ก.ค. 2567 16:00

ศอ.บต.ให้การต้อนรับพร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการศึกษา กับองค์กรอิสลามอินโดนีเซีย Nahdlatul Ulama เพื่อประสานความร่วมมือในอนาคต

เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2567 เวลา 19.30 น. ณ ห้องปัญจเพชร อาคาร ศอ.บต. คณะองค์กรอิสลามอินโดนีเซีย Nahdlatul Ulama (LPTNU) เข้าพบผู้บริหารศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) โดยมี นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการ ศอ.บต. เป็นประธานต้อนรับคณะผู้มาเยือน ซึ่งคณะฯประกอบด้วย อธิการบดีของมหาวิทยาลัยในอินโดนีเซีย และหัวหน้าส่วนราชการ ขอเข้าพบผู้บริหาร ศอ.บต. เพื่อหารือความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างไทย-อินโดนีเซีย โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษา

นายอัยนูน นาอิม หัวหน้าสมาพันธ์การอุดมศึกษาองค์กรอิสลาม Nahdlatul Ulama กล่าวขอบคุณ ศอ.บต. ที่ให้การต้อนรับคณะ Nahdlatul Ulama อินโดนีเซีย ในครั้งนี้ โดยก่อนเยือน ศอ.บต. ได้มีโอกาสเข้าพบผู้บริหารของมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา เพื่อหารือความร่วมมือด้านการศึกษา เนื่องจากคณะที่มาเยือนในวันนี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารของมหาวิทยาลัยต่างๆในอินโดนีเซีย Nahdlatul Ulama ซึ่งมีมหาวิทยาลัยเครือข่าย 282 แห่ง จึงประสงค์เข้าหารือแลกเปลี่ยนด้านการศึกษา คาดหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทั้งสองประเทศใรอนาคต

โดยคณะได้มีการสอบถามถึงการจัดการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษาของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อาทิ หลักสูตรการสอน การฝึกงาน การบริหารจัดการของสถาบันการศึกษาระหว่างรัฐและเอกชน เป็นต้น

โดย รองเลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวตอนหนึ่งว่า ศอ.บต. พร้อมเป็นหน่วยประสานการปฏิบัติงานและความร่วมมือ ให้เกิดการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา เทคโนโลยี หรือการพัฒนาคุณภาพประชาชนด้านอื่นๆ อย่างไรก็ตาม จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีมหาวิทยาลัยที่อยู่ในพื้นที่หลายแห่งทั้งรัฐและเอกชน อาทิ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และวิทยาเขตหาดใหญ่ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกัน ในส่วนการจัดการเรียนการสอนระดับมัธยมศึกษาและระดับประถมศึกษาของไทยนั้น ใช้หลักสูตรสายสามัญทั้งหมด ยกเว้น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่จะมีหลักสูตรสามัญควบคู่กับศาสนา อย่างไรก็ตามขอบคุณคณะฯที่เข้าพบคารวะ สนใจการศึกษาในพื้นที่ คาดว่า จะได้มีโอกาสทำงานร่วมกับคณะฯที่มาเยือน เนื่องจากเป็นผู้บริหารของมหาวิทยาลัยในแต่ละพื้นที่ของอินโอนีเซีย ทั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่สำคัญในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้คือ เราใช้งานวิจัยเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชน พัฒนาพื้นที่ และแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงหวังว่าในอนาคตจะมีโอกาสทำงานร่วมกับยอดฝีมือที่เป็นผู้บริหารของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งของอินโดนีเซียด้วย

หัวข้อทั้งหมด

เคียงข่าว - วิเคราะห์

เปิดเบื้องลึกจับ “แป้ง นาโหนด” ขยายผลคดีเรียกค่าไถ่ 3 หนุ่มอินโดนีเซียที่พัทลุง

@30 พ.ค. 2567 20:17

ตำรวจอินโดฯ ขยายผลจากการที่ตำรวจไทยบุกช่วยชาวอินโดฯ ที่ถูกจับตัวเรียกค่าไถ่ที่ จ.พัทลุง พบความจริงเป็นตัวประกันแก๊งค์ค้ายาติดเงินค่าไอซ์ 2 ล้านบาท ส่งลูกน้องมาเป็นตัวประกันให้ “แป้ง นาโหนด” ขยายผลจนจับตัวได้

วันนี้ (30 พ.ค.) จากกรณีที่มีการจับกุมตัวนักโทษชายเชาวลิต ทองด้วง หรือ “แป้ง นาโหนด” ได้ที่ประเทศอินโดนีเซียนั้น มีรายงานว่า นายเชาวลิตยังคงมีพฤติกรรมค้ายาเสพติดข้ามชาติผ่านกลุ่มค้ายาเสพติดใน จ.พัทลุงและสงขลา มีลูกค้าเป็นชาวอินโดนีเซีย

ล่าสุดเมื่อต้นเดือน พ.ค. แป้ง นาโหนดได้ขายยาเสพติดให้แก็งค์ค้ายา ชาวอินโดนีเซีย ส่งยาไอซ์ล๊อตใหญ่ ให้ แต่พ่อค้าชาวอินโดนีเซียมีปัญหาเงินค่ายาไม่พอ ยังค้างอยู่ 2 ล้านบาท พ่อค้าชาวอินโดนีเซียจึงให้เพื่อนร่วมแก๊งค์ชื่อนายชาวาลาเป็นตัวประกัน โดยมีชาวไทยจาก จ.นราธิวาส 2 คน ทำหน้าที่เป็นล่าม และซัดทอดตำรวจหญิงประจำ บชภ.9 ว่าเป็นคนขับรถมารับคนทั้ง 3 ไปควบคุมตัวไว้ที่บ้านหลังหนึ่ง ใน ต.ท่าแค อ.เมือง จ.พัทลุง

แต่หลังจากที่สมุนของแป้ง นาโหนด ควบคุมตัวนาย ชาวาลา ไว้หลายวัน แก๊งค์ยาเสพติดยังจ่ายเงิน 2 ล้านบาทให้แป้งไม่ได้  นายชาวาลาต้องการให้สมุนของแป้งปล่อยตัว แต่สมุนของแป้งไม่ยอม จึงมีการจัดฉากว่าถูกจับตัวมาเรียกค่าไถ่ และถูกซ้อมทรมานพร้อมทั้งส่งคลิปให้น้องสาว ที่อยู่ในประเทศอินโดนีเซียให้โอนเงิน 2 ล้านบาทมาไถ่ตัว

น้องสาวนายชาวาลา โอนเงินมาเพียง 8 แสนบาท และได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจอินโดนีเซียว่า พี่ชายถูกแก็งค์เรียกค่าไถ่ ที่ จ.พัทลุง จับกุมและซ้อมทรมาน โดยส่งโลเคชั่น สถานที่ควบคุมตัวที่ พัทลุง ให้ตำรวจด้วย ตำรวจอินโดฯ จึงประสานงานกับสถานฑูตอินโดในประเทศไทย และสถานกงสุลใหญ่อินโดฯ ใน จ.สงขลา มีการแจ้งให้ ผบช.ภ.9 พล.ต.ท. ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ดำเนินการช่วยเหลือ ซึ่งตำรวจได้บุกไปช่วยออกมาจากบ้านพี่ของภรรยานายเชาวลิต เมื่อวันที่ 14 พ.ค.

หลังจากที่ตำรวจอินโดนีเซียทราบรายละเอียดถึงสาเหตุการจับตัวชาวอินโดฯ ว่า เป็นแก๊งค์ยาเสพติดข้ามชาติ จึงขยายผล จนพบว่าเกี่ยวพันกับนายเชาวลิต นักโทษที่หลบหนีคดีจากประเทศไทย และมีหมายจับอินเตอร์โพล (หมายแดง) จึงติดตามจับกุมได้ที่เกาะบาหลี ซึ่งนายเชาวลิตเดินทางจากบ้านพักที่เมืองเมดาน ไปท่องเที่ยวยังเกาะบาหลี

หลังจากการจับกุมจึงได้แจ้งให้ทางประเทศไทยให้ทราบ ส่วนจะมีการส่งตัวนายเชาวลิตมาให้ประเทศไทยเมื่อไหร่นั้น ต้องดูว่า อินโดนีเซีย จะดำเนินคดีกับแป้ง ในข้อหาหลบหนีเข้าเมืองก่อนหรือไม่

เปิดโปงผลประโยชน์เว็บพนันออนไลน์ จาก “มินนี่” สู่เจ๊แหม่มและเสี่ย อ.อ่าง 'หัวเบี้ยมือเก็บส่วย' ที่โด่งดังในวงการตำรวจภาคใต้

@20 ธ.ค. 2566 16:18

โดย.. เมือง ไม้ขม

หลายวันก่อน ตำรวจ PCT จากส่วนกลาง นำโดย พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สพฐ. ในฐานะหัวหน้าชุดปฏิบัติการตำรวจ PCT นำกำลังจู่โจมเข้า ตรวจค้นห้องพักในคอนโดแห่งหนึ่ง พื้นที่เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นที่ตั้งของ “บ่อนการพนันออนไลน์” ขนาดใหญ่ในหาดใหญ่ ที่ชื่อว่า “วีนัส มาสเตอร์” (Venus Master) มีสมาชิกถึง 40,000 คน เชื่อมโยงกับเว็บไซต์การพนันออนไลน์ขนาดใหญ่ “betfixroya.com” และเครือข่ายที่เป็นของ “มินนี่” เจ้าแม่บ่อนออนไลน์ชื่อก้องประเทศ โดยในการเข้าทลายบ่อนออนไลน์ ที่เปิดอยู่ในคอนโดครั้งนี้ ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ 36 คน และหนึ่งในนั้นคือ “แหม่ม” ผู้ควบคุมดูแลวีนัส มาสเตอร์ ที่แหล่งข่าวระบุว่า มีเครือข่ายใน จ.สงขลาและใกล้เคียงถึง 700 กว่าสาขา

แหล่งข่าวยังได้เปิดโปงต่อไปว่า “วีนัส มาสเตอร์” ที่ตำรวจ PCT เข้าจับกุมแห่งนี้ ไม่ได้ส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บการพนันที่เป็นของ “นักการเมือง” ใน จ.สงขลา ทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ไม่ใช่ของเสี่ย ก. เสี่ย ถ. และเสี่ย ป. แต่เป็นของ “คนมีสี” ที่เป็น “สีกากี” เป็นตำรวจรุ่น 61 ส่วนจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับ “นายตำรวจคนดังของภาคใต้” และลูกน้องทั้ง 8 คน ที่เกี่ยวข้องกับเว็บหวยออนไลน์ของมินนี่หรือไม่ อย่างไร ก็ต้องเสาะหากันเอง

ที่สำคัญ “วีนัส มาสเตอร์” มีสาขาหรือเครือข่ายถึง 700 กว่าแห่ง กระจายอยู่ทั่วเหมือนกัแฟรนไชส์สินค้า ที่มีผู้สนใจเปิดบ่อนการพนันออนไลน์นำไปเปิดในตำบล อำเภอต่างๆ เพื่อเป็นแหล่งทำเงินในการหลอกลวงประชาชนให้เล่นการพนัน

และผู้ที่ถูกระบุว่า เป็น “หัวเบี้ย” หรือ “ผู้ที่เก็บส่วย” ให้หน่วยงานของรัฐ เพื่อมิให้ไปรบกวนแหล่งรับแทงหรือเล่นการพนันออนไลน์ ทั้งหมดคือ “เสี่ย อ.อ่าง” ที่ถูกขนามนามว่าเป็น “หัวเบี้ยอันดับหนึ่ง” ของวงการสีกากีใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นหัวเบี้ย ที่เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจของนายตำรวจระดับนายพล จนถึงระดับนายพัน ในระดับกองบังคับการและ “นาย” ใน บชภ.9

มีการระบุว่า การจ่ายส่วยของเครือข่าย “วีนัส มาสเตอร์” ทั้ง 700 กว่าแห่ง ต้องจ่ายค่าคุ้มครองให้เสี่ย อ อ่างแห่งละ 150,000 บาทต่อเดือน เพื่อไม่ให้ตำรวจและฝ่ายปกครองในพื้นที่เข้าไปจับกุมหรือแวะเวียนไป “รบกวน” ให้ยุ่งยาก เพราะบ่อนออนไลน์ ที่ถูกรบกวนจากเจ้าหน้าที่บ่อยๆ ลูกค้าจะไม่นิยม

วันนี้ “แหม่ม” และผู้ต้องหาทั้ง 36 คน ที่ตำรวจ PCT นำไปสอบสวนยังส่วนกลาง จะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์หรือไม่ ไม่ทราบได้ แต่เท่าที่ทราบ “เสี่ย อ.อ่าง” ผู้เป็นหัวเบี้ยและสาขาของ “วีนัส มาสเตอร์” ยังเปิดให้แทง โดยยังไม่ได้มีการจับกุมจากเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะตำรวจในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีบ่อนออนไลน์ตั้งอยู่ ยังทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน เหมือนกับว่า หน้าที่ในการจับกุมบ่อนการพนันออนไลน์เป็นหน้าที่ของตำรวจ PCT เพียงหน่วยเดียว หาใช่เป็นของตำรวจท้องที่และฝ่ายปกครองไม่

ประเด็นสำคัญคือ บ่อนออนไลน์ที่เปิดได้และเล่นได้ โดยไม่ถูกรบกวนจากตำรวจในพื้นที่นั้น ส่วนใหญ่หรือทั้งหมดก็ว่าได้ ต้องมีตำรวจระดับสูง ที่เป็นนายพลและนายพันเข้าไปเกี่ยวข้อง บางเครือข่ายเป็นเจ้าของร่วมกับนายทุน บางเครือข่ายเป็นผู้คุ้มครอง ในฐานะที่เป็นหุ้นลม เพื่อเรียกรับผลประโยชน์

ตัวอย่างของตำรวจ ที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีและหลบหนี เช่น “สารวัตรซัว” ที่ถูกอายัดทรัพย์ 7,000 ล้านบาท “ผกก.ไบร์ท” ที่ถูกดาราชื่อดังออกมาแฉว่า เป็นเจ้าของบ่อนออนไลน์ จนอื้อฉาวในวงการสีกากี และกลุ่มนายตำรวจ 8 นาย ที่เป็นคนใกล้ชิดกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ที่อยู่ระหว่างการถูกกล่าวหาจากตำรวจ PCT ในขณะนี้ และการจับกุมบ่อนพนันออนไลน์ “วีนัส มาสเตอร์” ใน อ.หาดใหญ่ครั้งล่าสุด ก็มีนายตำรวจระดับ พ.ต.ท. ที่เป็นนายตำรวจใกล้ชิดกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ หักพาล ถูกกล่าวหา และไปมอบตัว เพื่อขอสู้คดีอยู่ด้วย

ประเด็นที่สังคมสงสัยและต้องการให้ตำรวจ PCT ดำเนินการให้สะเด็ดน้ำคือ กลุ่มผู้เป็นเจ้าของวีนัส มาสเตอร์ ที่มีข่าวว่า เป็นของตำรวจรุ่น 61 นั้นเป็นใคร และตำรวจ PCT ต้องสาวให้ถึง เพื่อเอามาเป็นผู้ต้องหา เพราะผู้ต้องหาทั้ง 36 คนที่จับได้ เป็นเพียงปลายแถว ที่ทำหน้าที่เป็นพนักงานรับแทงในบ่อนเท่านั้น อีกทั้ง “แหม่ม” สาวใหญ่ ที่เป็นผู้ดูแลและถูกกวาดต้อน แม้จะเป็นคนสำคัญในวีนัส มาสเตอร์ แต่ก็ไม่ใช่ตัวการใหญ่

รวมทั้ง คนสำคัญอย่าง “เสี่ย อ.อ่าง” ผู้ที่รู้เรื่องการจ่ายส่วย ที่เก็บจาก “วีนัส มาสเตอร์” และเครือข่าย 700 กว่าแห่ง เดือนละกว่า 10 ล้านบาท ก็ยังไม่ถูกจับกุม ซึ่งหาก “เสี่ย อ.อ่าง” กลายเป็นผู้ต้องหาด้วย อย่างน้อย ถ้าตำรวจ PCT ทำให้คายความจริงออกมาได้ ก็จะได้รู้ว่า ตำรวจระดับ “นายพล” จนถึง ”นายพัน” ที่เป็นผู้บังคับหน่วยในพื้นที่มีการรับส่วยจากวีนัส มาสเตอร์ และเครือข่าย เดือนละเท่าไหร่

สุดท้าย “หาดใหญ่” และอำเภออื่นๆ ของจังหวัดสงขลา คือแหล่งการพนันออนไลน์ ที่เป็นแหล่งอบายมุขที่ใหญ่โต ไม่แพ้ จ.นครศรีธรรมราช สุราษฎรธานี ภูเก็ต และอื่นๆ เป็นที่หลอกลวงให้ผู้คนหลงใหลในอบายมุขจนหมดเนื้อหมดตัว หมออนาคต ทั้งผู้ใหญ่ เด็ก และเยาวชน เพื่อทำเงินให้กลุ่มตำรวจ ที่อยู่เบื้องหลัง

และนี่สำคัญ หาดใหญ่ สงขลา ไม่ได้มีแค่ “วีนัส มาสเตอร์” ที่เพิ่งถูกทลายห้าง แต่ยังมีบ่อนการพนันออนไลน์อีกมากมาย ที่เป็นดอกเห็ด ทั้งของ เสี่ย ถ. เสี่ย ก. เสี่ย ป. และอีกหลายๆ เสี่ย ซึ่งหลายคนเดินอยู่ในสภาฯ ในฐานะของผู้ทรงเกียรติรวมอยู่ด้วย

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มหึมาของสังคมไทย ที่หน่วยงานในพื้นที่ต้องช่วยกันปัดกวาด เพราะนี้คือขยะสังคม คือปัญหาสังคมของจังหวัดสงขลา เป็นเรื่องที่ “สมนึก พรหมเขียว” ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ต้องใส่ใจและให้ความสำคัญให้มากกว่าเรื่องจัดระเบียบจราจร ที่สถานีรถไฟหาดใหญ่ เพราะนั่นเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย ที่นายอำเภอกับเทศบาลก็จัดการได้ ทำเรื่อง “บ่อนออนไลน์” ให้สำเร็จ รับรองว่า ชาวสงขลาจะปรบมือให้ท่านสนั่นเมืองแน่นอน

โฆษกพรรคประชาชาติ ชี้แจงเหตุมีผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

@7 ก.ย. 2566 10:10

สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ โฆษกพรรคประชาชาติ ชี้แจงเหตุมีผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวานนี้

โดยมีการชี้แจงดังนี้

เรียนพี่น้องสื่อมวลชนทุกท่าน ผม นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ในนามโฆษกพรรคประชาชาติ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 7 ท่าน ของพรรคประชาชาติ เรามาแถลงข่าววันนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากเมื่อวานนี้ วันที่ 5 กันยายน 2566 มีท่านณฐพร โตประยูร ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ดำเนินการยุบพรรคประชาชาติ โดยอาศัยอ้างเหตุพฤติการณ์ว่าพรรคประชาชาติมีพฤติการณ์ล้มล้างการปกครองโดยเอาเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2566 จากกรณีที่ขบวนการนักศึกษาปัตตานีทำเวทีประชามติที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินท์ ปัตตานี มอ.ปัตตานี ว่า ให้มีการทำประชามติแบ่งแยกดินแดน แล้วก็อ้างว่าพรรคประชาชาติ มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมเป็นที่มาว่าการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 กระทำไม่ได้ แล้วอ้างเหตุทำนองลักษณะว่าพรรคประชาชาติ เรามีส่วนเกี่ยวข้องการจัดทำประชามติในครั้งนั้น

ประเด็นนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2566 ภายหลังที่มีเวทีการทำประชามติตั้งแต่นั้น ก็ปรากฏข่าวตามสื่อมวลชนมาโดยตลอด และทางพรรคก็ได้ชี้แจงมาโดยตลอดเช่นกัน ในส่วนข้อเท็จจริงที่พยายามโยงให้พรรคประชาชาติต้องการที่จะยุบพรรคประชาชาติ ในขณะนั้น เราเข้าใจว่าวันนี้เรื่องเหล่านี้น่าจะเป็นที่เข้าใจว่าประชาชาติเราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดกิจกรรม แล้วก็ชี้แจงอย่างนี้มาโดยตลอด แต่อยู่ดีๆเมื่อวานมีคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เท่าที่ติดตามข่าว คุณณฐพร เขาไปยื่นต่ออัยการก่อน ตามมาตรา 49 ตามรัฐธรรมนูญปี 60 พออัยการไม่รับพิจารณาภายใน 15 วัน จึงได้ไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยุบพรรค

กรณีนี้หลังเกิดเหตุ เราไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการชี้แจงต่อฝ่ายสืบสวนสอบสวนคณะกรรมการการเลือกตั้ง ข้อเท็จจริงเนื่องจากว่าการจัดกิจกรรมเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2566 ของขบวนการนักศึกษา พรรคประชาชาติขอย้ำว่า เราไม่ได้เป็นผู้ร่วมจัดกิจกรรม พูดง่ายๆก็คือ  เราไม่ได้เป็นเจ้าภาพในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เพียงแต่ว่าการจัดกิจกรรมนักศึกษา เขาได้มีหนังสือเชิญถึงพรรคประชาชาติให้ไปร่วมเป็นวิทยากรในช่วงบ่าย ทางพรรคก็ได้มีหนังสือให้ทาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่อยู่เขตอำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี คือท่าน ดร.วรวิทย์ บารู ในฐานะที่เป็นอดีตรองอธิการ มอ.ปัตตานี แล้วก็เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขต อำเภอเมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งของ มอ.ปัตตานี ไปร่วมเป็นวิทยากรในช่วงบ่าย ส่วนการทำประชามติในวันนั้น เป็นการทำประชามติในช่วงเช้า ช่วงบ่ายหัวข้อที่พูดบนเวทีก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแบ่งแยกดินแดน

ด้วยพฤติการทั้งหมด เราขอยืนยันว่า เราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำกิจกรรม หนังสือเชิญหลักฐานต่างๆ เราพร้อมที่จะชี้แจง ก่อนหน้านี้ที่ผมได้เรียนตั้งแต่ต้นว่า เราได้ชี้แจงต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งไปทั้งหมดแล้ว พรรคประชาชาติขอยืนยันว่าตลอดระยะเวลาการจัดตั้งพรรคประชาชาติขึ้นมาตลอดระยะเวลาหลายปี เรายืนยันมาโดยตลอดว่าเราดำเนินการ ถึงแม้ว่าเราอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นพื้นที่ๆมีความล่อแหลมในมิติของความมั่นคง แต่การดำเนินกิจกรรมต่างๆ การทำงานในฐานะพรรคฝ่ายค้านตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา เราดำเนินการกิจกรรมทางการเมืองทำงานการเมืองเพื่อพี่น้องประชาชนภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ 2560 นั้นก็คือ เราส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัติย์ทรงเป็นประมุข หากคำร้องที่ทางฝ่าย คุณ ณฐพร ได้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญรับไว้หลังจากนี้ เราพร้อมที่จะชี้แจงว่าเราไม่ได้มีพฤติการณ์ล้มล้างการปกครองตามที่ถูกกล่าวหา กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ โฆษกพรรคประชาชาติ กล่าว

สส.วรวิทย์ บารู ชี้แจงประเด็น

ผมมีสองสามประเด็นที่จะแจ้งให้พี่น้องสื่อมวลชนได้ทราบ ประเด็นที่หนึ่งก็คือเราได้รับเชิญจากผู้จัดให้ไปเป็นวิทยากรร่วมเสวนากับวิทยากรอีกสองสามท่านเราไปในลักษณะที่เป็นวิทยากรโดยไปในช่วงเวลาที่ใกล้ถึงเวลาของเราเกือบจะสิ้นสุดปลายแล้วน่ะครับ แล้วก็ประเด็นที่สอง หัวข้อที่ไปพูดเป็นหัวข้อ “self determination “ น่ะครับ ก็คือการ… ตนเอง น่ะครับ การ self determination ก็พูดในกรอบนี้แล้วก็ในพรรคของเราเองเนื่องว่าเป็นพรรคซึ่งแม้ว่าเราอยู่ที่นั่นเหมือนที่โฆษกเราได้พูดไป แล้วก็สมาชิกเรามีทั่วประเทศไม่ใช่เฉพาะในกลุ่มนับถือศาสนาอิสลามอย่างเดียว แล้วก็มีทางด้านฝ่ายสืบสวนสอบสวนของ กกต. อยากทราบข้อมูลรายละเอียด ผมก็เดินทางไปให้ข้อมูล ณ กกต. จังหวัดปัตตานีน่ะครับ และไม่เคยได้รับการเชิญหรือเรียกตัวจากฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจน่ะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องเหล่านี้ผมเชื่อว่ามันเป็นเรื่องซึ่งเป็นวิชาการที่ผมไปพูด ก่อนหน้าผม เป็นอาจารย์มารค ตามไทยซึ่งพูดในประเด็นเนื้อหาวิชาการที่เกี่ยวข้องกับ self determination น่ะครับ จึงไม่มีเหตุผลใดๆที่จะเป็นเรื่องที่เราไปรับรู้ถึงการกระทำหรือว่าอะไรจะไปพูดที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งแยกดินแดนซึ่ง เพราะ self determination เป็นองค์ความรู้หนึ่งที่ผู้เรียนรู้ ผู้ที่เรียนรู้ทำหน้าที่ในเรื่องของผู้ที่ทำหน้าที่ความมั่นคงก็ต้องเรียนสิ่งเหล่านี้และผู้ที่ใฝ่หาสันติวิธีก็ต้องเรียนรู้ในเรื่องเหล่านี้เช่นกันครับ

**ตอบคำถามผู้สื่อข่าวครับ **

ผู้สื่อข่าวถาม : ดูแล้ว มีความเสี่ยงที่จะถูกยุบพรรคพร้อมจะชี้แจงด้วยข้อกฎหมายใด

โฆษกตอบ : คือตอนนี้ทางพรรคทราบเพียงตามข่าวที่คุณ ณฐพร ได้ยื่นเมื่อวานน่ะครับ ในส่วนโดยสรุปพฤติการณ์ในการที่อ้างเหตุว่าเรามีเจตนาล้มล้างการปกครองโดยสรุปแค่นั้นเอง ส่วนในรายละเอียดน่ะครับ ที่เขาอ้างในคำฟ้องซึ่งผมทราบว่ามี 30 กว่าหน้า มีพฤติการณ์อะไรบ้าง ตรงนั้นเราพร้อมที่จะชี้แจง แล้วก็มั่นใจว่าการดำเนินการของพรรคเรากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 7 มิถุนายน 2566 เราไม่ได้ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ พร้อมที่จะชี้แจงครับ

ผู้สื่อข่าวถาม :  ในเหตุการณ์ มีตัวแทนของพรรคการเมืองหลายพรรคด้วยก็จะเป็นบรรทัดฐานเดียวกันกับพรรคอื่นไหมครับว่าเป็นแค่การไปร่วมเสวนา

โฆษกตอบ : เท่าที่ผมทราบว่าวันนั้น ก็มีตัวแทนของพรรคเป็นธรรม แล้วก็ส่วนก้าวไกลก็ได้รับเชิญ แต่ไม่ได้ไป แล้วก็มีตัวเเทนของพรรคประชาชาติเราที่ไปด้วย โดยสรุปที่ไปวันนั้นก็คือมี 2 พรรค ครับ ส่วนการอ้างเหตุของแต่ละพรรคที่จะยุบพรรคด้วยเหตุการณ์ของวันนั้นของฝ่ายคุณ ณฐพร อ้างเหตุพฤติการณ์อะไร ขอดูคำฟ้องที่เขาฟ้อง ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับ เขาส่งมาให้พรรคชี้แจง เราพร้อมชี้แจงครับ

ผู้สื่อข่าวถาม : มีความกังวลไหมครับ

โฆษกตอบ : ไม่ได้กังวลครับ เรามั่นใจในการทำงานของพรรคเรามาโดยตลอดระยะเวลา 4-5 ปี เพราะว่า ผมมองว่าประเด็นเหล่านี้เราไม่ทราบว่าโดยเจตนาที่แท้จริงของคนที่ร้องมีเจตนาอย่างไร แต่ว่า ที่จะกล่าวหาใครว่าต้องการล้มล้างการปกครองเนี่ย ผมว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงเจตนาพิเศษอย่างแท้จริงน่ะครับ เรายืนยันมาโดยตลอดครับว่า พรรคเราไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าพรรคคนเดิม วันมูหะมัดนอร์ มะทา ก็อยู่ในวงการการเมืองมานาน 40 กว่าปี ก็อยู่ในระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมาโดยตลอด แล้วก็ 4 ปีที่เราทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เราก็อยู่เคียงข้างประชาชน ไม่ได้มีส่อเจตนาอื่นเลยนะครับ ว่าเราจะมีการล้มล้างการปกครองขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ครับ

ผู้สื่อข่าวถาม : มองเป็นเรื่องการกลั่นแกล้งทางการเมืองไหมครับ

โฆษกตอบ : ผมไม่สามารถที่คาดเดาได้ว่าเจตนาที่แท้จริงเป็นอย่างไร แต่ว่า ถ้าดูพฤติการณ์ปกติที่เราดำเนินการวันที่ 7 มิถุนายน ในช่วงบ่าย เราถือว่าเราดำเนินการเป็นปกติในฐานะพรรคการเมืองครับ ขอบคุณมากครับ

“เศรษฐา” จ่อมอบ “ทวี” รับภารกิจดับไฟใต้ ปรับทิศทาง ศอ.บต.

@4 ก.ย. 2566 19:11

หากนับเฉพาะสายงานความมั่นคง ไม่เพียงแค่ “รัฐมนตรีกลาโหม” ที่ถูกตั้งคำถามว่า “ผิดฝาผิดตัว” หรือไม่ แต่ “รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง” จะเป็นใคร ดูจะคาดเดายาก ทั้งๆ ที่รองนายกฯคนนี้จะรับผิดชอบภารกิจแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อมาร่วม 2 ทศวรรษด้วย และต้นปีหน้าจะเป็นวาระครบรอบ 20 ปีไฟใต้ แต่สถานการณ์ความรุนแรงก็ยังไม่คลี่คลาย แถมโหมกระหน่ำหนักในบางช่วงเวลาเสียด้วยซ้ำ ดังเช่นเหตุโจมตีชุดลาดตระเวนร่วม “ตำรวจ-อส.” ที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เมื่อกลางดึกของวันที่ 28 ส.ค.66 ทำให้กำลังพลพลีชีพถึง 4 นาย บาดเจ็บอีกนับสิบ

มีรายงานว่า นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ให้ความสนใจงานดับไฟใต้ไม่น้อย และได้หารือนอกรอบกับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ซึ่งพรรคการเมืองนี้ครองความนิยมสูงสุดในดินแดนปลายด้ามขวาน ได้ สส.มาถึง 7 คนจาก 13 คน เรียกว่าเกินครึ่ง และคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ยังเป็นอันดับ 1 ทุกเขต ทำให้ได้ สส.แบบบัญชีรายชื่อมาเติมอีก 2 คน

แหล่งข่าวในรัฐบาลยืนยันว่า นายกฯ เศรษฐา อาจใช้อำนาจออกคำสั่งมอบหมายงานกำกับดูแลศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ให้กับ พ.ต.อ.ทวี รวมทั้งงานด้านการพัฒนาพื้นที่, งานพูดคุยเพื่อสันติสุขกับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ ซึ่งมีแนวโน้มจะเปลี่ยนชื่อเป็น “โต๊ะพูดคุยสันติภาพ” แต่งาน กอ.รมน. หรือกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร นายกฯ เศรษฐา อาจดึงไว้กำกับดูแลเอง

มีรายงานว่า เลขาธิการ ศอ.บต.คนใหม่ จะเป็นคนจากส่วนกลางซึ่งมีประสบการณ์สูง ผ่านงานระดับอธิบดีมาหลายกรม โดยตำแหน่งเลขาธิการ ศอ.บต. อยู่ในระดับ 11 หรือ “ซี 11” เท่ากับปลัดกระทรวง

เล็งปรับภารกิจ ศอ.บต. - ฟื้นสภาที่ปรึกษาฯ

พ.ต.อ.ทวี เปิดเผยเรื่องนี้ ว่า แผนงานในรายละเอียดต่างๆ คงต้องรอสัญญาณจากนายกฯเศรษฐา แต่หากได้รับผิดชอบกำกับดูแล ศอ.บต. ตนจะปรับภารกิจให้เน้นงานด้านพัฒนาเป็นหลัก แต่ต้องไม่ทำเอง ไม่เป็นหน่วย operation แต่จะเน้นควบคุม กำกับ ดูแล และประสานงานแบบบูรณาการ โดยงานที่จะทิ้งไปไม่ได้คือ “ความยุติธรรม” เพราะเป็นจุดเด่นที่สุดของหน่วยงาน ศอ.บต.

นอกจากนี้ จะมีการรื้อฟื้น “สภาที่ปรึกษา ศอ.บต.” ขึ้นมา เพราะพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 หรือ พ.ร.บ.ศอ.บต. เขียนไว้ดีมาก โดยสภาที่ปรึกษาฯ มีตัวแทนจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้นำศาสนา ตัวแทนคนพุทธ คนมุสลิม รวมไปถึงภาคประชาชน เอ็นจีโอ และนักสิทธิมนุษยชน แต่ที่ผ่านมา คสช.ไปออกคำสั่งปลดสมาชิกสภาที่ปรึกษาชุดเดิม แล้วไปคัดเลือกใหม่ เปลี่ยนโครงสร้างใหม่ โดยให้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เข้ามามีบทบาท ทำให้ไม่เป็นตัวแทนจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง

ศอ.บต.โดนร้องอื้อ ต้นเหตุแนวคิด “ปรับภารกิจ”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เป็นที่น่าสังเกตว่า ที่ผ่านมา ศอ.บต.ทำงานด้านการพัฒนา โดยใช้วิธีลงมือทำเอง เปิดประกวดราคา และจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษด้วยตัวเอง ทำให้หลายๆ โครงการมีปัญหาถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส เพราะพื้นที่ชายแดนใต้ใช้การจัดจ้างวิธีพิเศษ ไม่ต้องประกวดราคา ตามข้อยกเว้นของกรมบัญชีกลาง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาความมั่นคง

การจัดซื้อจัดจ้างหลายๆ โครงการไม่ต้องเปิดประมูล แต่ใช้วิธีจัดจ้างวิธีพิเศษแบบเฉพาะเจาะจง แต่ผลที่ตามมากลับเป็นในด้านลบ เพราะบางโครงการถูกตรวจสอบจากหลายฝ่ายเนื่องจากเข้าข่ายทุจริต ไม่โปร่งใส หรือตัดสินใจทำโครงการโดยไม่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมเท่าที่ควร

โครงการที่มีปัญหาจนถูกสั่งยุติกลางคันก็เช่น ตู้กรองน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ราคาตู้ละกว่า 5 แสนบาท แพงกว่ารถยนต์อีโคคาร์ 1 คันเสียอีก, เสาไฟส่องสว่างพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ ”เสาไฟโซลาร์เซลล์” งบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท มีการตั้งคณะกรรมการจากส่วนกลางไปตรวจสอบและพบว่ามีปัญหาจริง กระทั่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดข้าราชการระดับสูง หรือแม้แต่โครงการก่อสร้างสนามฟุตซอลในพื้นที่ ก็มีปัญหาอย่างมาก หลายแห่งไม่มีใครเข้าไปเล่นฟุตซอล กลายเป็นสนามเลี้ยงวัว

ยังไม่นับการผลักดันโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ หรือ “เมกะโปรเจก” ที่กลายเป็นความขัดแย้งระดับพื้นที่ เช่น โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” อ.จะนะ จ.สงขลา ที่มีม็อบบุกทำเนียบรัฐบาลหลายครั้งในห้วงหลายปีที่ผ่านมา

ลุยแก้หนี้-ปฏิรูปคุก-ปราบยา-เจรจาดับไฟใต้

พ.ต.อ.ทวี ยังบอกถึงนโยบายที่จะทำในฐานะ รมว.ยุติธรรมป้ายแดง ว่า ต้องทำให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง เพราะระยะหลังๆ มีปัญหาเรื่องความเชื่อมั่น ขณะเดียวกันก็มีนโยบายแก้ “หนี้ที่ไม่เป็นธรรม” ซึ่งมีคณะกรรมการที่รับผิดชอบเรื่องนี้อยู่ในกระทรวงยุติธรรม และยังมีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงอย่าง “กรมบังคับคดี” อยู่ในโครงสร้างของกระทรวงด้วย

สำหรับ “หนี้ที่ไม่เป็นธรรม” ซึ่งกำลังมีปัญหาอย่างมาก ก็เช่น หนี้ กยศ. หรือกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ซึ่งมีการแก้ไขกฎหมายใหม่ มีผลบังคับใช้แล้ว ให้ลดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ แต่ทาง กยศ.ก็ยังไม่ออกระเบียบมารองรับตามกฎหมายใหม่ ยังคงคิดอัตราดอกเบี้ยและเบี้ยปรับในอัตราเดิม ทำให้ผู้กู้เดือดร้อน ทั้งๆ ที่ผู้กู้เป็นคนขยัน ใฝ่เรียน สมควรสนับสนุน ไม่ใช่ถูกบังคับให้เป็นหนี้

ในส่วนของกรมราชทัณฑ์ กรมที่ได้รับจัดสรรงบประมาณมากที่สุดของกระทรวงยุติธรรม พ.ต.อ.ทวี บอกว่า มีแผนศึกษาเรื่องแยกกลุ่มผู้ต้องขัง ไม่ให้ขังรวมกันจำนวนมาก โดยไม่แยะประเภทของนักโทษ เช่น ผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างพิจารณาคดี คือคดียังไม่เสร็จสิ้น ยังไม่ใช่ “นักโทษเด็ดขาด” กลุ่มนี้ต้องแยกขัง ไม่ควรขังรวมกับนักโทษเด็ดขาด อาจมีโครงการใช้พื้นที่เอกชนเป็นสถานที่คุมขัง ให้นอนรวมกันแค่ 3-4 คน ไม่ใช่นอนกันเป็นร้อยเหมือนในเรือนจำ และมีอาหารให้รับประทาน โดยให้กรมราชทัณฑ์เป็นผู้กำหนดมาตรฐาน เพราะตามรัฐธรรมนูญแล้ว คนกลุ่มนี้ยังไม่ถือว่ามีความผิด จึงต้องไม่ปฏิบัติกับเขาเสมือนหนึ่งเป็นผู้กระทำความผิด

อีกเรื่องหนึ่งที่อยู่ในหน้างานของกระทรวงยุติธรรมเช่นกัน ก็คือ งานปราบปรามยาเสพติด เพราะสำนักงาน ป.ป.ส.เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงตาชั่ง พ.ต.อ.ทวี บอกว่า การแก้ไขปัญหายาเสพติดต้องเห็นผลถึงระดับชุมชน หมู่บ้าน ทุกอย่างต้องมีตัวชี้วัดให้ได้ เพราะที่ผ่านมาประชาชนเดือดร้อนมาก และร้องเรียนเข้ามามากว่ายาเสพติดระบาดหนักจริงๆ

นอกจากนั้นยังมีแนวคิด “ยืมตัว” นายตำรวจที่เก่งงานด้านปราบปราม มารับผิดชอบงานที่สำนักงาน ป.ป.ส. เพื่อให้งานปราบยาเสพติดประสบผลสำเร็จมากขึ้นด้วย

ส่วนงานพูดคุยสันติภาพดับไฟใต้ พ.ต.อ.ทวี ซึ่งเคยเป็นแกนนำคณะพูดคุยกับกลุ่มบีอาร์เอ็นเมื่อปี 2556 ในรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บอกว่า ต้องรื้อกระบวนการพูดคุยใหม่ โดยตั้งประเด็นขึ้นมาให้ชัดเลย อาจจะมี 4-5 ประเด็น โดยเฉพาะเรื่องการบริหารการปกครอง แล้วดึงทุกฝ่ายมาร่วมหารือ เพื่อตกผลึกให้ได้ในแต่ละประเด็น เนื่องจากใช้วิธีพูดคุยภาพรวมเหมือนที่ผ่านมา ไม่มีความคืบหน้า และไม่มีประเด็นไหนที่เห็นผลเป็นรูปธรรมนำร่องได้เลย

หัวข้อทั้งหมด

ผู้คน - สังคม

พลังงาน – กฟผ. ร่วมสืบสานแสงแห่งธรรม ติดตั้งโซลาร์เซลล์เบอร์ที่วัดมหาธาตุวชิรมงคล เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ในหลวง

@10 ก.ค. 2567 21:51

กระทรวงพลังงานร่วมกับ กฟผ. ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์เบอร์ 5 กำลังผลิต 72 กิโลวัตต์ ณ วัดมหาธาตุวชิรมงคล จ.กระบี่ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

วันที่ 10 กรกฎาคม 2567 ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน และประธานคณะกรรมการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นประธานในพิธีมอบระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เบอร์ 5 แก่วัดมหาธาตุวชิรมงคล (วัดบางโทง) ภายใต้โครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมีพระเทพวชิรากร รองเจ้าคณะภาค 17 เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุวชิรมงคล นายสมชาย หาญภักดีปฏิมา ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ ผู้ว่าการ กฟผ. และคณะผู้บริหาร เข้าร่วมในพิธี ณ วัดมหาธาตุวชิรมงคล อ.อ่าวลึก จ.กระบี่

นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) เบอร์ 5 ณ วัดมหาธาตุวชิรมงคล (วัดบางโทง) จ.กระบี่ กำลังผลิต 72 กิโลวัตต์ เป็น 1 ใน 10 โครงการสืบสานพระราชปณิธานองค์ราชันย์ ที่กระทรวงพลังงานและ กฟผ. จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 เพื่อนำนวัตกรรมพลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ตลอดจนวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ภายในวัดมหาธาตุวชิรมงคล อาทิ การจ่ายกระแสไฟฟ้าสำหรับพระมหาธาตุเจดีย์ เฉลิมพระเกียรติ 50 พรรษา มหาวชิราลงกรณ อาคารเรียนพระสงฆ์ ศาลาการเปรียญ สนองพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา และต่อยอด”

ระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ เบอร์ 5 กำลังผลิต 72 กิโลวัตต์ ประกอบด้วยแผงโซลาร์เซลล์ 600 วัตต์ จำนวน 120 แผง พร้อมระบบอินเวอร์เตอร์จำนวน 2 ชุด โดยสามารถควบคุมและบริหารข้อมูลการใช้พลังงานผ่านแอปพลิเคชันได้ คาดว่าการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์เบอร์ 5 จะช่วยให้วัดมหาธาตุวชิรมงคลสามารถประหยัดไฟฟ้าได้ปีละกว่า 1.1 แสนหน่วย หรือลดค่าไฟฟ้าได้ประมาณปีละ 5.5 แสนบาท อีกทั้งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 57 ตันต่อปี

วัดมหาธาตุวชิรมงคลถือเป็นวัดสำคัญของ จ.กระบี่ ซึ่งได้รับพระราชทานนามวัดจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งให้อัญเชิญพระนามาภิไธยย่อ ม.ว.ก. ขึ้นประดิษฐานที่หน้าบันพระอุโบสถ นอกจากนี้ภายในวัดยังมีพระมหาธาตุเจดีย์ เฉลิมพระเกียรติ ๕๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร

“นิพนธ์” เปิดงานมหกรรมการเงินหาดใหญ่ ครั้งที่ 14 "Digital Finance For All การเงินดิจิทัลเพื่อทุกคน"

@5 ก.ค. 2567 16:56

“นิพนธ์” เปิดงาน มหกรรมการเงินหาดใหญ่ ครั้งที่ 14 “Digital Finance For All การเงินดิจิทัลเพื่อทุกคน” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และต่อยอดทางธุรกิจ

นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกล่าวเปิด งานมหกรรมการเงินหาดใหญ่ ครั้งที่ 14  M0NEY EXPO HATYAI 2024 ณ  บริเวณชั้น 1 หาดใหญ่ฮอลล์ เซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยมีนายสันติ วิริยะรังสฤษฏ์ ประธานจัดงานมหกรรมการเงิน  MONEY EXPO นางสาวภาคนี วิริยะรังสฤษฏ์ ประธานจัดงานร่วม  นางสาวภริดา วิริยะรังสฤษฏ์ รองประธานจัดงาน นายพสุธา ระวังสุข รองผอ.ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้  นายศิวกร วิชากิจ รองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา นายชัยวัฒน์ ท่าจีน รองประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา  พร้อมด้วยผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงิน ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมในพิธีเปิดงาน พร้อมเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ และการบริการของธนาคารพาณิชย์ และ สถาบันการเงิน บริเวณชั้น 5 เซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่

โดยที่วารสารการเงินธนาคารจัดงานมหกรรมการเงินหาดใหญ่ ครั้งที่ 14 MONEY EXPO 2024 HATYAI ระหว่างวันที่ 5-7 กรกฎาคม 2567 ภายใต้แนวคิด " Digital Finance for All การเงินดิจิทัลเพื่อคุณ" สอดรับกับนโยบายการเงินของภาครัฐ และธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุค การเงินดิจิทัล DigiTal Finance ซึ่งผู้เข้าชมงานจะได้เลือกใช้บริการอย่างครบวงจรจากธนาคาร และสถาบันการเงินที่เข้าร่วมงาน ทั้งสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต สินเชื่อเอสเอ็มอี สินเชื่อเพื่อเริ่มต้นธุรกิจ สินเชื่อเพื่อการส่งออก และนำเข้า เงินฝากทุกประเภท ประกันชีวิต ประกันภัย ประกันสุขภาพ พร้อมด้วยแคมเปญโปรโมชั่นพิเศษสุดในรอบปี รวมถึงสิทธิประโยชน์ที่ดีที่สุด ดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำ และผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุดอีกมากมาย

นอกจากยี้ยังมีกิจกรรมสัมมนา ให้ความรู้แก่ประชาชน และนักลงทุน โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในตลาดเงินและตลาดทุน ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ตลอดทั้ง 3 วัน

หัวข้อทั้งหมด

ทัศนะ - สนทนา

คาร์บอมบ์แฟลตตำรวจฉุดความเชื่อมั่น “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” สู่ก้นเหว

@11 ก.ค. 2567 03:56

ทัศนะ : ไชยยงค์ มณีพิลึก

คาร์บอมบ์แรกของปี 2567 เกิดขึ้นที่แฟลตตำรวจ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ก่อนหน้าเมื่อปี 2566 ก็เคยเกิดคาร์บอมบ์ขึ้นที่แฟลตตำรวจในพื้นที่ จ.นราธิวาสในลักษณะเดียวกันมาแล้ว โดยทั้ง 2 เหตุการณ์มี “นายตำรวจ” เสียชีวิตและบาดเจ็บ

สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้นับแต่ต้นปี 2567 น่าจับตายิ่ง มีทั้งลอบวางระเบิดและใช้อาวุธปืนโจมตีเจ้าหน้าที่และ “สายข่าว” ที่เป็นประชาชนต่อเนื่องแบบถี่ยิบ หลายคนถึงกับบอกว่าไฟใต้กำลังจะถอยหลังกลับไปสู่ความรุนแรงเข้มข้นเหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อหลายปีที่ผ่านมา

กรณีคาร์บอมบ์แฟลตตำรวจที่ อ.บันนังสตา วิเคราะห์ได้ว่ามาจากหลายสาเหตุ แต่ที่เป็นชนวนสำคัญให้ “แกนนำบีอาร์เอ็น” สั่งการกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ลงมือคือ การเสียชีวิตของ “รอนิง ดอเลาะ” ภาคประชาสังคมที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี และการปิดล้อมจับกุม “นักกิจกรรม” ที่ถูกมองว่าเป็นปีกทางการเมืองของบีอาร์เอ็น

แน่นอนอีกสาเหตุเป็นผลพวงจากปฏิบัติการทางทหารของ “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” แต่ก็ถือเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น เพราะแม้ไม่มีเหตุการตายของนายรอนิง ดอเลาะ ไม่มีการไล่ปิดล้อมจับกุมนักกิจกรรม ก็เชื่อกันว่าเหตุรุนแรงจะยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะๆ

เนื่องเพราะปฏิบัติการก่อการร้ายต่อเนื่องมาในปี 2567 นี้ถือเป็น “ยุทธศาสตร์” ที่บีอาร์เอ็นวางแผนกำหนดไว้ก่อนแล้วว่า ในปี 2567 จะต้องเป็นปีที่มีการใช้ความรุนแรงในพื้นที่อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง

การเลือกลงมือที่แฟลตตำรวจเพราะเป็น “สัญลักษณ์” สำคัญของรัฐไทย โดยเฉพาะกับหน่วยงาน “บังคับใช้กฎหมาย” ที่มีผลกระทบต่อผู้คน จึงเชื่อว่าประชาชนจะไม่รู้สึกรู้สากับความสูญเสียที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามมีความเชื่อว่า ชีวิตถูกกำหนดมาแล้วจากพระเจ้า จึงเป็นความสูญเสียที่ยอมรับได้

อีกประเด็นหนึ่งบีอาร์เอ็นมุ่งทำคาร์บอมบ์แฟลตตำรวจเป็นการ “ส่งสัญญาณ” ให้มุสลิมในชายแดนใต้อย่าได้เข้าใกล้ “สถานที่ราชการ” ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครองและอื่นๆ เพราะบริเวณนั้นถือเป็นสถานที่อันตรายที่อาจจะเกิดเหตุร้ายได้ทุกเวลา

นับเป็นวิธีแยบยลในการแบ่งแยกทั้ง “พื้นที่” และ “คน” ในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่บีอาร์เอ็นถนัด และทำได้ผลมาตลอด

สถานที่ราชการถือว่าเปราะบางทางกายภาพ มีคนเข้า-ออกพลุกพล่าน การรักษาความปลอดภัยจึงหละหลวม และที่สำคัญหลังเกิดเหตุก็จะเข้มงวดกันไปสักระยะ จากนั้นก็ละเลยเฉยชาเหมือนเดิม ซึ่งทำให้เปิดช่วงว่างให้บีอาร์เอ็นก่อเหตุได้เสรีเหมือนกับไม่มีมาตรการป้องกันแต่อย่างใด

ที่สำคัญหน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหารและฝ่ายปกครอง ซึ่งอาจรวมหน่วยงานอื่นๆ ไม่เคยทั้งจดจำและถอดบทเรียนเพื่อป้องกันการก่อเหตุ รวมถึงไม่มีการวางมาตรการป้องกันการสูญเสียของประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่กับการก่อการร้ายของบีอาร์เอ็น

ตัวอย่างเช่น ปล่อยให้ใกล้สถานที่ราชการเป็นตลาดนัดให้คนมารวมตัวกันพลุกพล่าน เป็นการเปิดโอกาสให้แนวร่วมบีอาร์เอ็นเข้าไปปฏิบัติการได้สะดวก ถือเป็นการสร้างช่องโหว่ให้เกิดความสูญเสียให้แก่ประชาชนได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้เห็นประชาชนถูกลูกหลงจนบาดเจ็บและล้มตายกันมาแล้วมากมาย

ทุกวันนี้ก็ยังมีจุดตรวจหรือจุดสกัดของทั้งทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครองยังตั้งอยู่ในชุมชน ใกล้ตลาด ซึ่งหากมีการก่อวินาศกรรมหรือเกิดการปะทะกัน ประชาชนก็จะกลายเป็นเหยื่ออย่างยากหลีกพ้น ที่สำคัญ สถานที่ผู้คนพลุกพล่านยังเป็นอุปสรรคต่อปฏิบัติการตอบโต้ของเจ้าหน้าที่ด้วย

ย้อนกลับมามองความล้มเหลวในการแก้ปัญหาของรัฐบาลจะพบว่า อ.บังนังสตา จ.ยะลา ถือเป็นพื้นที่ที่มีเหตุรุนแรงต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2547 อันเป็นปีที่ไฟใต้ระลอกใหม่ถูกจุดขึ้น ซึ่งผ่านมาแล้ว 20 ปี “หน่วยงานความมั่นคง” ไม่เคยประสำความสำเร็จในการทำให้อำเภอนี้ลดความรุนแรงลงไปได้เลย

ทั้งที่ “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” รู้ดีว่า อ.บันนังสตาเป็น “พื้นที่สีแดงเข้ม” จึงยังให้คงกำลังทหารจากกองทัพภาคที่ 3 กับหน่วยปฏิบัติการพิเศษของ ตชด.จากภาคเหนือเอาไว้เสริมปฏิบัติการตำรวจ ทหารและพลเรือนในพื้นที่ แต่สถานการณ์นอกจากไม่เคยดีขึ้นแล้ว กลับยังมีเหตุร้ายมากกว่าอำเภออื่นๆ ของ จ.ยะลาด้วย

อ.บันนังสตา นับเป็นพื้นที่คร่าชีวิตเจ้าหน้าที่ระดับสูงมาแล้วจำนวนมาก เช่น “จ่าเพียรขาเหล็ก” หรือ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา อดีต ผกก.สภ.บันนังสนตา รวมถึง “หมวดแคน” กับ “หมวดตี้” นายทหารและนายตำรวจยศพันเอก และถ้าจำไม่ผิด “รองผู้ว่าฯ” คนหนึ่งของ จ.ยะลา ก็เอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่ อ.บันนังสตา เป็นต้น

และพื้นที่ใกล้เคียงอย่าง อ.ธารโต จ.ยะลา ซึ่งเคยถูกบีอาร์เอ็นลดชั้นจาก “หมู่บ้านเข้มแข็ง” ในวันนี้กลับถูกจัดตั้งให้หวนคืนตำแหน่งเดิมแล้ว สังเกตจากมีการปิดล้อม ตรวจค้น และถูกวิสามัญฯ ได้บ่อยๆ แถมยังมีการปิดถนนแย่งชิงศพคนร้ายไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่นำไปชันสูตร ที่สำคัญตอนทำพิธีศพก็มีมวลชนแห่เข้าร่วมมากมาย

อีกทั้งยังพบข้อมูลว่าคาร์บอมบ์ลูกแรกปี 2567 ที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้น รถยนต์ราชการที่ใช้ก่อเหตุถูกโจรกรรมมาจาก อบต.ใน อ.ธารโต และมีบุคลากรของ อบต.หลายคนได้ตกเป็นผู้ต้องหาและมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย อีกทั้งหลังเกิดเหตุไม่กี่วันยังมีการนำระเบิดไปวางที่ร้านค้าใกล้สี่แยกนาเกตุใน อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี แต่ยังโชคดีที่กู้ได้ทัน

คำถามคือเกิดอะไรขึ้นกับ “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” ที่ล้มเหลวในการสกัดบีอาร์เอ็นไม่ให้ขยายงานการเมือง จนทำให้หลายพื้นที่ที่สถานการณ์เคยดีขึ้นกลับคืนเป็นหมู่บ้านเข็มแข็งของฝ่ายบีอาร์เอ็น ตัวอย่างคือ อ.บันนังสตา และ อ.ธารโต ซึ่งหวั่นว่าจะขยับไปถึงหัวเมืองเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่าง อ.เบตง จ.ยะลา

ทำไมบีอาร์เอ็นจึงกลับมาก่อวินาศกรรมในที่ที่มีประชาชนพลุกพล่าน อย่างทำคาร์บอมบ์ “แฟลตตำรวจ” ที่มี “ตลาดนัด” อยู่ใกล้ๆ หรือลอบวางระเบิดหน้าร้านค้าที่ ต.นาเกตุ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ทั้งที่บีอาร์เอ็นเคยออกแถลงการณ์จะไม่ก่อเหตุในที่สาธารณะตามที่ได้ตกลงไว้กับ “เจนีวาคอลล์” องค์กรเอ็นจีโอสากล

นี่ถือเป็น “คำถาม” จากคนชายแดนใต้ที่ต้องการทราบข้อเท็จจริงจาก “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” ในฐานะเจ้าภาพดับไฟใต้ ผ่านมาแล้ว 20 ปี ใช้เงินไปแล้วกว่า 400,000 ล้านบาท ทำไมทุกอย่างจึงล้มเหลว จนเวลานี้ไฟใต้ถูกมองว่ากลายเป็น “อุตสาหกรรมความมั่นคง” หรือ “การค้ากำไร” จากทุกหน่วยงาน

หรือจะเป็นอย่างที่ “คนไทยพุทธ” ในพื้นที่มักนินทากันในเสียงดังฟังชัดวงน้ำชาที่ว่า “ไฟใต้สงบ งบไม่มา”

รัฐบาลและกองทัพควรนำกระเช้าไปกราบขอบคุณผู้นำบีอาร์เอ็น?!

@14 มิ.ย. 2567 09:29

ทัศนะ : ไชยยงค์ มณีพิลึก

ระหว่าง 11-13 มิถุนายน 2567 ที่ “ทูตานุทูต” จาก 12 ประเทศมุสลิมเดินทางเยือนจังหวัดชายแดนภาคใต้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าเตรียมแผนป้องกันได้ดีมาก ไม่มีเหตุร้ายให้นำไปวิพากษ์วิจารณ์ แถมยังสยบความคิดว่ามีการ “ขัดแย้งด้วยอาวุธ” อันเป็นไปตามรัฐบาลแถลงว่าไฟใต้คงจะยุติลงได้ในอีกไม่นาน
นี่ถ้าทำให้เหตุร้ายในชายแดนใต้สงบลงได้อย่างนี้ตลอดไป น่าจะเป็นข่าวดีที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษของไฟใต้ระลอกใหม่เลยทีเดียว แต่ก็เชื่อกันว่าหลังคณะทูตานุทูตประเทศมุสลิมกลับไป ความรุนแรงน่าจะหวนกลับมาเหมือนเดิม โดยเฉพาะก่อนถึง “ตรุษอีดิ้ลอัฎฮา” หรือ “วันรายอฮัจยี” วันที่ 17 มิถุนายน 2567 นี้
แต่ก็มีเหตุการณ์ที่เกิดจากฝีมือแนวร่วมบีอาร์เอ็นในชายแดนใต้ที่มักเกิดขึ้นแบบถูกที่ถูกเวลา นั่นคือ “มหกรรมแขวนป้ายผ้า” และ “พ่นสีถนน” แบบเต็มพิกัด อันเป็นความเคลื่อนไหวเพื่อแสดงสัญลักษณ์กล่าวหารัฐไทยว่า ไม่มีความจริงใจต่อกระบวนการสันติภาพ ปรากฏการณ์นี้เกิดก่อนคณะทูตานุทูตเดินทางมาเพียง 2 วัน หรือคืนเชื่อมต่อระหว่างวันที่ 8-9 มิถุนายนที่ผ่านมา
ปรากฏการณ์นี้ยึดโยงไปยัง “กระบวนการพูดคุยสันติสุข” ของคณะกรรมการฝ่ายเทคนิค ที่พบปะพูดคุยกันมาแล้ว 2 ครั้งหลังเวทีพูดคุยสันติสุขคณะใหญ่ผ่านไป แต่การพูดคุยของคณะกรรมการฝ่ายเทคนิคก็ไม่มีความคืบหน้าตามกรอบข้อตกลง (JCPP) ที่กำหนดขึ้นจากทั้ง 2 ฝ่าย
บางข้อความบนป้ายผ้าที่ปรากฏตามสถานที่ต่างๆ นอกจากโจมตีเรื่องความไม่จริงใจในการพูดคุยสันติภาพแล้ว ยังมุ่งโจมตีกรณีหน่วยงานรัฐให้ “กลุ่มทุน” เข้าไปกอบโกยทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ทำ “เหมืองแร่” และ “เหมืองหิน” ที่ปัตตานีและนราธิวาส ซึ่งมีเอ็นจีโอและประชาชนคัดค้านมาโดยตลอด
ถือเป็นความชาญฉลาดของบีอาร์เอ็น ที่ทำให้เห็นว่า ยืนเคียงข้าง “มวลชน” ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายรัฐก็จะถูกแปรให้เป็น “แนวร่วมมุมกลับ” เพื่อเสริมสร้างความเติบโตให้แก่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนไปทันที
ดังนั้นแค่ปฏิบัติการแขวนป้ายผ้าของแนวร่วมบีอาร์เอ็นจึงเป็นการทำสงครามจิตวิทยาที่ “ลงทุนน้อย” แต่กลับ “ได้ผลมากมาย” ซึ่งประเมินผลได้ดังนี้
1.ไม่ต้อง “ออกแถลงการณ์” เป็นลายลักษณ์อักษรสาธยายถึงความล้มเหลวของกระบวนการพูดคุยของคณะกรรมการฝ่ายเทคนิค เพราะอาจจะไม่ได้รับความสนใจจากสื่อเหมือนกับการแขวนป้ายผ้าที่ได้กลายเป็น “ข่าวใหญ่” อย่างเต็มพิกัดไปแล้ว
2.“สื่อตรง” ไปยังทูตานุทูตของทั้ง 12 ประเทศมุสลิมที่เพิ่งเดินทางมาเยือนชายแดนใต้ เพราะข่าวที่สื่อมวลชนนำเสนอถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกแล้ว
3.ปฏิบัติการแขวนป้ายผ้าของบีอาร์เอ็นเป็นเหมือน “ปลายหอก” ที่ปักเข้า “ยอดอก” กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าอย่างจังเบอร์
มีคำถามจากคนในพื้นที่ โดยเฉพาะชาวไทยพุทธและคนไทยเชื้อสายจีนคือ ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง รวมถึงกองกำลังท้องถิ่นที่มีรวมๆ กันแล้วไม่น้อยกว่า 50,000 ชีวิต ทำไมไม่มีใครทราบความเคลื่อนไหวหรือระแคะระคายมาก่อนบ้าง
ทั้งที่ปฏิบัติการแขวนป้ายผ้าและพ่นสีถนนเกิดขึ้นในบริเวณตัวเมือง หรือในเขตเทศบาล รวมถึงตามทางหลวงสายหลัก ทำไมปล่อยให้เกิดเหตุได้ง่ายดายนัก อันเป็นเหมือนกับคำร่ำลือของประชาชนในพื้นที่ที่ว่า “เวลากลางวันเป็นของเจ้าหน้าที่ ส่วนกลางคืนเป็นเวลาของโจร”
อย่างไรก็ตามคงต้องเห็นใจตำรวจ ทหาร และกองกำลังท้องถิ่นอย่าง อส.และ ชรบ. เพราะอย่าว่าแต่กลางคืนที่ไม่กล้าออกจากฐานปฏิบัติการเลย แม้แต่กลางวันที่ออกจากฐานไปปฏิบัติภารกิจลาดตระเวน รักษาความปลอดภัยพระและครูก็ยังถูกโจมตีทั้งเสียชีวิตและบาดเจ็บมากมาย
แต่สำหรับเจ้าหน้าที่อย่าบอกนะว่า ปฏิบัติการแขวนป้ายผ้าและพ่นสีถนนเที่ยวล่าสุดเป็นพวก “นักรบหน้าขาว” ที่เพิ่งผ่านการบ่มเพาะเข้าสู่ขบวนการ ซึ่งเป็นผลให้เจ้าหน้าที่ไม่มีข้อมูลและยากต่อการป้องกัน เนื่องเพราะมีหลักฐานทนโท่จาก 2 ผู้ถูกจับกุมได้ที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานีว่า เคยก่อเหตุมาแล้วหลายครั้ง
ดังนั้นปฏิบัติการของ “แนวร่วมซ้ำซาก” ที่เกิดขึ้นจึงเข้าทางทั้งฝ่ายบีอาร์เอ็นและคนในพื้นที่ที่มองเห็นว่า กำลังเจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งจุดตรวจ จุดสกัดและป้อมยามต่างๆ ไม่มีความหมาย เพราะมีหรือไม่มีก็ไม่ต่างกัน แถมยังควรให้ทหารกลับเข้ากรมกอง และยกเลิก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ไปเลยก็ได้ เพราะอยู่ไปก็ปกป้องอะไรไม่ได้
ซึ่งก็น่าจะจริงนะ เพราะนี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว แต่ยังจับใครเพิ่มไม่ได้ รวมทั้งยังไม่เห็นการขยายผลใดๆ ต่อเนื่องมา
เวลานี้มีคนในพื้นที่ฝากถามถึง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าว่า ถ้าในคืนวันที่ 8-9 มิถุนายนที่ผ่านมาฝ่ายบีอาร์เอ็นเปลี่ยนจากแขวนป้ายผ้าและพ่นสีถนนไปเป็นการ “แขวนระเบิด” และ “โรยตะปูเรือใบ” จะเกิดอะไรกับการเดินทางมาเยือนของคณะทูตานุทูตจากประเทศมุสลิมดังกล่าว ที่สำคัญรัฐบาลไทยเราจะเอาหน้าไปซุกไว้ตรงไหน
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็อยากบอกกับบรรดาท่านๆ ที่มีอำนาจใน “รัฐบาล” และ “กองทัพ” ทั้งในส่วนกลางและในพื้นที่ชายแดนใต้ว่า ควรรีบนำเอากระเช้าไป “กราบขอบคุณ” ผู้นำบีอาร์เอ็นที่พวกเขายังไว้หน้าให้ด้วย

หัวข้อทั้งหมด

ชิลล์ฯ เที่ยว - ชิม - ชอป

เบตงพร้อมแล้ว! งานวิ่งเทรลระดับโลกครั้งที่ 2 Amazean Jungle Thailand 2024

@25 เม.ย. 2567 15:37

ประธาน กพต.แถลงความพร้อมจัดงานวิ่งเทรลสนามระดับโลก ครั้งที่ 2 Amazean Jungle Thailand 2024 @เบตง ที่ อ.เบตง จ.ยะลา 3-5 พ.ค.นี้ คาดกระตุ้นเศรษฐกิจได้กว่า 300 ล้านบาท

วานนี้ (24 เม.ย.) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ (กพต.) ร่วมกับนายกิตติ เชาว์ดีเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายชนธัญ แสงพุ่ม รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และ Mrs.Sabrina De Nadai UTMB Asia Director แถลงข่าวการจัดการแข่งขันวิ่งเทรล Amazean Jungle Thailand by UTMB 2024

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า การจัดการแข่งขันวิ่งเทรล Amazean Jungle Thailand by UTMB 2024 ถือว่าเป็นการจัดงานวิ่งระดับโลก เพราะได้รับการรับรองมาตรฐานจาก UTMB : Ultra Trail du Mont Blanc ที่เป็นผู้จัดงานวิ่งเทรลที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยการจัดงานครั้งนี้ หน่วยงานหลักที่เป็นผู้รับผิดชอบ คือ ศอ.บต.ร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ซึ่งการจัดงานครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกจัดเมื่อปี 2566 นับว่าประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี โดยในครั้งนั้น มีนักวิ่งเทรลเข้าร่วมโครงการ จำนวน 2,539 คน จาก 48 ประเทศทั่วโลก กระตุ้นเศรษฐกิจได้มากถึง 243 ล้านบาท

สำหรับการจัดการแข่งขันวิ่งเทรล ในปี 2567 จะจัดขึ้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา โดยเปิดรับสมัครไปแล้วตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2566 – 29 กุมภาพันธ์ 2567 และจัดการแข่งขันในวันที่ 3–5 พฤษภาคม 2567 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมการแข่งทั้งหมด 3,480 คน จาก 48 ประเทศทั่วโลก แบ่งเป็น คนต่างชาติ 28% เช่น มาเลเซีย 15% จีน 4% ญี่ปุ่น 1% และ คนไทย 72% โดยคาดว่า จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้กว่า 300 ล้านบาท ซึ่งการจัดงานวิ่งครั้งนี้ จุดปล่อยตัวคือ อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ อยู่กลางเมืองเบตง จะวิ่งผ่านสถานที่สำคัญ เช่น เทือกเขาสันกาลาคีรี จุดชมวิวทะเลหมอกจาเราะกางา จุดชมวิวทะเลหมอกฆูนุงซีลีปัต และอุโมงค์ปิยะมิตร เป็นต้น

นายสมศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า งานแข่งขันวิ่งเทรลมี 6 ระยะแข่งขัน ได้แก่ 3.5 กม., 16 กม., 26 กม., 54 กม., 103 กม. และ 145 กม. โดยมีรางวัลการแข่งขัน ดังนี้ ระยะ 145 กม.,03 กม. และ 54 กม. อันดับที่ 1 ชายและหญิง เงินรางวัล 600 ยูโร (ประมาณ 23,000 บาท) อันดับที่ 2 ชายและหญิง เงินรางวัล 450 ยูโร (ประมาณ 18,000 บาท) อันดับที่ 3 ชายและหญิง เงินรางวัล 300 ยูโร (ประมาณ 11,500 บาท) ส่วนระยะ 26 กม. และ 16 กม. จะรับถ้วยรางวัล สำหรับอันดับที่ 1-5 ชายและหญิง โดยประโยชน์ของการจัดงานครั้งนี้ ผู้เข้าแข่งขันจะได้มีโอกาสสัมผัสกับความสวยงามของธรรมชาติ วิถีชีวิต วัฒนธรรม อาหาร รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดชายแดนใต้

ทั้งนี้ ต่างชาติยกให้ อ.เบตง เป็นเพชรที่ซ่อนในภาคใต้ จึงถือเป็นสิ่งที่น่ายินดีที่นักท่องเที่ยวต่างชาติชื่นชมความสวยงามของเมืองเบตง พร้อมยกระดับการจัดแข่งขันให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้เข้าร่วมการแข่งขันและผู้ติดตามมั่นใจ ประทับใจในการเดินทางมาร่วมแข่งขัน และดึงดูดให้นักวิ่งเทรลทั่วโลกกลับมาเยือนทุกๆ ปี ซึ่งจะช่วยทำให้เกิดภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวที่ดี โดยเฉพาะมิติด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปสู่สายตาชาวโลก

หน้าร้อนชาวสะเดาแห่เล่นน้ำตกวังหินสูง พาครอบครัวตั้งโต๊ะปูเสื่อทานอาหารเที่ยง

@11 มี.ค. 2567 00:08

หน้าร้อนชาวสะเดาแห่เล่นน้ำตกวังหินสูง พาครอบครัวตั้งโต๊ะปูเสื่อทานอาหารเที่ยง

ที่น้ำตกวังหินสูง ในพื้นที่หมู่ 6 บ้านควนดินเหนียว ต.ทุ่งหมอ อ.สะเดา จ.สงขลา ได้มีชาวบ้าน อ.สะเดา จ.สงขลา และอำเภอใกล้เคียงต่างพาครอบครัว และเพื่อนๆขับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หลบอากาศร้อนลงเล่นน้ำ พร้อมทั้งตั้งโต๊ะ ปูเสื่อ ตั้งวงนั่งทานอาหาร ดื่มเครื่องดื่มเย็นๆกันเป็นจำนวนมาก โดยภายในน้ำตกวังหินสูงมีบรรดาพ่อค้าแม่ค้านำสิ่งของมาเปิดร้านขายกันอย่างเป็นระเบียบ

ซึ่งทางเข้าน้ำตกวังหินสูงสามารถขับรถมาตามถนนสายบ้านคลองแงะ เข้าไปทางบ้านควนสะตอเกือบ 20 กม. ก็จะถึงที่หมาย ซึ่งจะมีป้ายเขียนให้เห็นอย่างชัดเจน ซึ่งน้ำตกแห่งนี้ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของชาวตำบลทุ่งหมอ อ.สะเดา จ.สงขลา ที่ผู้คนมักจะหลบหนีอากาศร้อนเข้าไปเล่นน้ำในวันหยุด อีกทั้งเส้นทางในการเดินทางที่สะดวกที่ทาง อบต.ทุ่งหมอ ได้ทำการปรับปรุงถนนราดยางตลอดสาย พร้อมมีที่จอดรถสะดวกสบาย และปลอดภัยในการเดินทางมาเล่นน้ำที่นี่อีกด้วย

หัวข้อทั้งหมด

วรรณกรรม - ศิลปะ - วัฒนธรรม

หนังตะลุงและมโนราห์ ลิเกป่าและเพลงบอก คือศิลปะวัฒนธรรม ที่ถือเป็นการละเล่นในท้องถิ่น

@28 มิ.ย. 2566 10:23

โดย.. ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล

หนังตะลุงและมโนราห์ ลิเกป่าและเพลงบอก คือ “ศิลปะวัฒนธรรม” ที่ถือเป็นการละเล่น ในท้องถิ่น ที่มีประวัติความเป็นมา ที่เก่าแก่และยาวนานของผู้คนในภาคใต้ ที่เคยผ่านความรุ่งเรืองและรุ่งโรจน์มาในยุคสมัยหนึ่ง ที่ถูกกล่าวขาน ถึงในศิลปะการแสดง ที่เป็นที่จดจำจนกลายเป็นตำนานที่กลายเป็นอดีตไปแล้ว

เช่น “มโนราห์เติม วิน-วาด” คณะมโนราห์ชื่อดังจากเมืองตรัง หนังกั้น ทองหล่อ หนังฉิ้น ธรรมโฆษณ์ แห่ง จ.สงขลา หนังพร้อมน้อย ตะลุงสากล หรือ “พร้อม บุญฤทธิ์” ที่มีประวัติจาก “นายหนังตะลุง” ไปเป็น “ส.ส.” หรือผู้แทนราษฎรแห่ง จ.พัทลุง และหนังอิ่มเท่ง หนัง นครินทร์ ชาทอง หนังสกุล เสียงแก้ว ซึ่งหลายท่านเป็น “ศิลปินแห่งชาติ” ที่เป็นผู้มีชื่อเสียง และคุณูประการต่อวงการศิลปินพื้นบ้านอย่างอเนกอนันต์

วันนี้ วงการของ “ศิลปินพื้นที่บ้าน” อย่างลิเกป่าและเพลงบอก อาจจะเหลืออยู่ไม่กี่คณะทั้งภาคใต้ และอาจจะหมดไปตามกาลเวลา เพราะคนสมัยใหม่ไม่รู้จัก และไม่นิยมชมชอบการละเล่น หรือการแสดงของศิลปินพื้นถิ่นในยุคเก่า เช่นเดียวกับมโนราห์และหนังตะลุง ที่ แม้จะมีอยู่จำนวนไม่น้อยในภาคใต้ ที่ยังรับงานแสดงอยู่ แต่การแสดงก็ไม่ชุกชุมเหมือนในอดีต ที่หนังตะลุงบางคณะอย่าง “หนังน้องเดียว” ที่เคยมีขันหมากรับการแสดงข้ามปี และมี “ค่าราด” ที่กล่าวขานว่า แพงที่สุดในหมู่คณะหนังตะลุงในภาคใต้

โดยเฉพาะคณะหนังตะลุงใน “ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา” ซึ่งมีอยู่ไม่ต่ำกว่า 30 คณะ ที่ส่วนหนึ่งเป็นนายหนังรุ่นใหม่ ที่เข้ามาทดแทนคณะหนังตะลุงรุ่นเก่า ที่อายุมากและล้มหายตายจากไปจากวงการศิลปินพื้นบ้าน เหลือแต่ชื่อเสียงเป็น “ตำนาน” ให้กล่าวถึงและกำลังเลือนหายไปตามกาลเวลา

วันนี้ สถานะของหนังตะลุงในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ก็ยังคงลุ่มๆ ดอนๆ แบบยึดเป็นอาชีพไม่ได้ ยกเว้นบางคณะที่มีชื่อเสียง แต่การที่จะมีผู้รับไปแสดงเดือนละ 20 คืน หรือ มากกว่านั้นอย่างในอดีตคงจะไม่หวนกลับมาอีกแล้ว เพราะเท่าที่ติดตามการแสดงของหนังตะลุง จะเห็นว่า ส่วนใหญ่เป็นงานแก้บน เป็นงานวัด งานประเพณี วัฒนธรรม หรืองานประจำปี เช่น งานสารทเดือนสิบที่ จ.นครศรีธรรมราช ส่วนงานกาชาด งานสวนสนุก เป็นงานที่หนังตะลุงได้รับการติดต่อไปแสดงน้อยต่อน้อย

จะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของคณะหนังตะลุง ที่เป็นพัฒนาการ เพื่อนำเสนอการแสดงในแนวใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม ที่คนดูหนังตะลุงไม่ได้นั่งหน้าจอ เพื่อชมการแสดงคน “รุ่งแจ้งคาตา” เหมือนในอดีต แต่คนดูหนังตะลุง หลังเที่ยงคืนก็กลับบ้านแล้ว คณะหนังตะลุงจึงแสดงให้คนดูไม่เกิน 3-4 ชั่วโมง การเล่นหนังหรือแสดงหนังจึงมีการเปลี่ยนแปลงเป็นการเล่นเรื่องไปเน้นความบันเทิง “ตลกโปกฮา” และการร้องเพลงเป็นส่วนใหญ่ ส่วนการเดินเรื่องและขับกลอนลดน้อยลง เพราะแม้กลอนดีและเสียงหวาน แต่คนรุ่นใหม่เข้าไม่ถึงศิลปะเหล่านี้ หลายคณะที่เป็น “นายหนังรุ่นใหม่” ที่ นำเอาผู้เล่นตลกและคนดังที่เป็นดาวติ๊กต็อกไปโชว์ตัว โชว์เสียง โชว์ลีลา ให้ผู้มาชมการแสดงได้ดู จึงเป็นอีกช่องทางในการเรียกผู้ชมให้ติดตามการแสดงของคณะหนังตะลุง แม้จะผิดเพี้ยนจาก “ขนบ” ดั้งเดิมของหนังตะลุงในอดีต ตาเป็นความจำเป็นเพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

และอีกความเปลี่ยนแปลงคือ การแสดงที่นำเสนอผู้ชมในยูทูปและติ๊กต็อก และในช่องทางอื่นๆ ในสื่อโชเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นช่องทางของการเสพสื่อ ที่ทันสมัย สอดคล้องกับโลกในปัจจุบัน ที่ผู้คนเข้าถึงได้ง่าย และเข้าถึงได้ตลอดเวลา โดยที่ไม่ต้องเดินทางไปดูไปชมการแสดงถึงสถานที่หน้าเวที

เป็นการแสดงบนยูทูปและติ๊กต็อก ที่เป็นคลิปสั้นๆ เน้นตลกโปกฮา สร้างอารมณ์ขันเป็นด้านหลัก แต่ก็มีผู้ติดตามที่มากพอสมควร เป็นการลงทุนไม่น้อยกว่าการแสดง ที่มีทั้งลูกคู่และอุปกรณ์การแสดง ที่ต้องใช้รถ 6 ล้อ ในการบรรทุกอุปกรณ์การแสดง ในขณะที่ค่าจ้างลดน้อยลง และที่สำคัญ บางครั้งผู้ที่มาชมการแสดงที่หน้าโรงหนัง อาจะน้อยกว่าลูกคู่และพนักงานของคณะหนังด้วยซ้ำ นี่หมายถึงนายหนัง ที่ชื่อเสียงยังไม่ดัง ซึ่งเป็นนายหนัง หรือคณะหนังรุ่นใหม่ ในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

“ชนนพัฒน์ นาคสั้ว” ผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชารัฐ เขตเลือกตั้งที่ 4 จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นบุคคล ที่มองเห็นถึงความไม่แน่นอนของอาชีพการเป็นคณะหนังตะลุงในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ได้กล่าวว่า ตนเองมองเห็นถึงปัญหาของนายหนังตะลุงและคณะหนังตะลุง ที่ประกอบด้วยผู้คนจำนวนหนึ่ง ที่ประกอบเป็นคณะหนัง แต่ละคณะ ไม่ต่ำกว่า 10 คน ที่เมื่อคณะหนังมีการแสดงน้อยลง ก็ต้องได้รับผลกระทบจากรายได้ที่ลดน้อยลง ต้องประกอบอาชีพอื่นๆ เป็นอาชีพหลัก เพราะการเป็นลูกคู่ของการแสดงหนังตะลุง รายได้ไม่แน่นอน ซึ่งในระยะยาว ย่อมส่งผลกระทบถึงอาชีพการเป็นลูกคู่ ที่เป็นศิลปะของการเล่นดนตรี ที่อาจจะสูญหายไปในอนาคต เช่น นายปี่ นายทับ นายโหม่ง และมือซอ เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้ได้รับผลกระทบจากการที่หนังตะลุงมีผู้รับไปแสดงน้อยลง คือผู้ที่มีอาชีพในการแกะรูปหนัง ที่ใช้ในการแสดง ที่เป็นงานศิลปะในอีกแขนงหนึ่ง ที่เมื่อการแสดงของคณะหนังน้อยลง ความต้องการ “รูปหนัง” ก็จะน้อยลง ซึ่งกระทบกับรายได้และงานฝีมือที่อาจจะต้องเลิกราไปในที่สุด

“ในฐานะของ ส.ส. ที่เป็นผู้แทนในเขต 4 สงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ผมมีนโยบายในการส่งเสริมการแสดงหนังตะลุง และการอนุรักษ์ศิลปะ ศิลปินพื้นบ้าน สาขาหนังตะลุง ที่มีอยู่ประมาณ 25-30 คณะ ให้สืบสานศิลปะวัฒนธรรม การเล่นหนังหรือการแสดงหนังตะลุง ให้มีรายได้ ที่ยึดเป็นอาชีพ มีงานการแสดง และมีการตั้งกองทุน หรือการได้รับการดูแล และการส่งเสริม จากหน่วยงานทั้งภาครัฐ และภาคประชาชน”

“ขณะนี้ อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล อุปสรรค ปัญหาต่างๆ ของคณะหนังตะลุงในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เพื่อใช้เป็นข้อมูลที่ถูกต้องเป็นจริง เพื่อเป็นแนวทางในการที่จะสืบสานศิลปะวัฒนธรรม การแสดงหนังตะลุง ให้เป็นอาชีพที่มั่นคง เพื่อให้ศิลปะการแสดงหนังตะลุงอยู่คู่กับประชาชนในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาสืบไป”

แน่นอน เรื่องของหนังตะลุง หรือการแสดงหนังตะลุง คือ เอกลักษณ์ของคนใต้ที่มีความสำคัญ ที่บอกถึงรากเหง้าของคนใต้ ที่เกี่ยวกับศิลปะวัฒนธรรม ที่ต้องดำรงไว้เพื่อให้อยู่คู่กับคนใต้ตลอดไป จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่ ส.ส.ที่เป็นคนรุ่นใหม่ อย่าง “ชนนพัฒ์ นาคสั้ว” ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เขต 4 สงขลา มองเห็นถึงความสำคัญ และมีแนวทางในการส่งเสริมสนับสนุนการแสดงหนังตะลุง ในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาให้มั่นคงสืบไป

“พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา” นักสู้แห่งเทือกเขาบูโด จ่าเพียรขาเหล็ก

@12 มี.ค. 2566 13:02

12 มี.ค.2553 พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา เสียชีวิตจากการซุ่มโจมตีด้วยการวางระเบิดรถยนต์ และยิงถล่มซ้ำด้วยอาวุธสงคราม ของขบวนการแบ่งแยกดินแดน ที่บ้านทับช้าง ต.ตลิ่งชัน ขณะนำกำลังออกปฏิบัติการกดดันแนวร่วมขบวนการ

นั่นคือปฏิบัติการสุดท้ายของ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา หรือ “จ่าเพียร ขาเหล็ก” ที่เป็นสมญานามของ พ.ต.อ.สมเพียร ที่ได้ทำหน้าที่ ปกป้องประเทศชาติ และประชาชนด้วย “ชีวิต” ปิดฉากชีวิตของนักรบ นักสู้ แห่งเทือกเขาบูโด อันลือลั่นกว่า 40 ปี

วันนี้ในอดีต เมื่อ 13 ปีที่แล้วตรงกับวันที่ 12 มีนาคม 2553 วันถึงแก่กรรม พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรบันนังสตา จังหวัดยะลา ได้ฉายาว่า จ่าเพียรนักสู้แห่งเทือกเขาบูโด และจ่าเพียรขาเหล็ก

พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา เป็นอดีตผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบันนังสตา จังหวัดยะลา รับราชการตำรวจตั้งแต่เป็นพลตำรวจ จนถึงยศพันตำรวจเอก และได้รับพระราชทานยศพลตำรวจเอกเป็นกรณีพิเศษ

จากการปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเวลากว่า 40 ปี กระทั่งเคยได้รับการโปรดเกล้าฯ เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี เหรียญรามมาลาเข็มกล้ากลางสมร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง

กระทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ณ อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อปี 2525 จากการเสนอขอพระราชทานโดย พล.อ.เทียนชัย ศิริสัมพันธ์ เป็นตำรวจชั้นประทวนคนแรกที่ได้รับพระราชทาน

พล.ต.อ.สมเพียร เกิดวันที่ 6 พฤศจิกายน 2493 ที่ ต.วังใหญ่ อ.เทพา จ.สงขลา จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนมัธยมเทพา มัธยมศึกษาตอนปลายจากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดนครศรีธรรมราช ต่อมา เข้าเรียนที่โรงเรียนตำรวจภูธร 9 จังหวัดยะลา เมื่อปี 2513 (นพต. รุ่น 15) เริ่มต้นชีวิตรับราชการตำรวจที่ สภ.อ.บันนังสตา จ.ยะลา

วันที่ 12 มีนาคม 2553 ในขณะที่ พล.ต.อ.สมเพียร นั่งรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้าไฮลักซ์ วีโก้ 4 ประตู สีน้ำตาล หมายเลขทะเบียน กข 9302 ยะลา พร้อมลูกน้อง 3 นาย และ อส.คนสนิทอีก 1 นาย ออกไปติดตามหาข่าวความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ หลังทราบข่าวว่ากลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้ออกมาเคลื่อนไหวในพื้นที่เพื่อเตรียมก่อเหตุร้ายครั้งใหญ่

เมื่อขับรถยนต์มาถึงบริเวณที่เกิดเหตุ มีคนร้ายไม่ทราบกลุ่ม จำนวน 5-8 คน กดระเบิดที่ฝังไว้ และใช้อาวุธสงครามยิงเข้าใส่ จำนวนหลายชุด เกิดการปะทะกันประมาณ 10 นาที เมื่อกำลังเสริมเข้าไปกลุ่มคนร้ายได้ล่าถอยเข้าไปในป่า ทั้งหมดถูกลำเลียงทั้งทางรถยนต์ และทางเฮลิคอปเตอร์เป็นการด่วน

แรงระเบิดและคมกระสุนส่งผลให้ พล.ต.อ.สมเพียร ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตที่ รพ.ศูนย์ยะลา สิริอายุ 59 ปี และได้รับพระราชทานยศ พลตำรวจเอก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นที่ 1 ประถมาภรณ์มงกุฎไทยเป็นกรณีพิเศษ

ก่อนหน้านั้น วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ได้เดินทางเข้าพบนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อร้องเรียนกรณีไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับรอง ผบก.สว.ที่ผ่านมา

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้ยื่นความจำนงขอพิจารณาโยกย้ายเป็น ผกก.สภ.กันตัง จ.ตรัง พื้นที่ของ บช.ภาค 9 ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ว่างอยู่ในปีสุดท้ายก่อนจะเกษียณอายุราชการ แต่ก็ไม่ได้รับการพิจารณา ครั้งนั้นผู้กำกับกระดูกเหล็กถึงกับหลั่งน้ำตาและเปิดใจตัดพ้อไว้ว่า...

"รับราชการตำรวจมาร่วม 40 ปี และใช้ชีวิตอยู่ใน สภ.บันนังสตา มานานตั้งแต่สมัยชั้นประทวน ต่อสู้กับคนร้ายจนรอดตายมาหลายครั้ง ได้รับบาดเจ็บสาหัสก็หลายหน ครั้งนี้รู้สึกเหนื่อยล้า และเป็นปีสุดท้ายก่อนจะเกษียณอายุราชการ จึงขอโยกย้ายออกนอกพื้นที่ไปอยู่บ้านภรรยาที่ตรัง

และผู้บังคับบัญชารับปากจะพิจารณาให้ย้ายไปที่โรงพักดังกล่าว แต่พอคำสั่งแต่งตั้งมาปรากฏว่าไม่ได้ย้าย คงอยากจะทำเรื่องขอพระราชทานยศ พล.ต.อ.ให้ตนตอนตายแล้วมากกว่า"

วันที่ 17 มีนาคม 2553 เมื่อเวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร (พระราชอิสริยยศในขณะนั้น) เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์เพื่อเป็นองค์ประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ณ วัดคลองเปล อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ยังความปลื้มปีติให้แก่ครอบครัวของ พล.ต.อ.สมเพียร เป็นล้นพ้น

ปัจจุบัน มีรูปปั้นจ่าเพียร ซึ่งมีการสร้างไว้ในวัดคลองเปล เพื่ออนุสรณ์สถานในคุณงามความดีของจ่าเพียร และบทประพันธ์สดุดีความกล้าหาญของจ่าเพียร ที่สละชีพเพื่อชาติ “วีรชนคนกล้าของแผ่นดิน” มีเนื้อความว่า

จากลูกพล สู่นายพล ด้วยผจญความร้อนหน้าว ผ่านศึกทุกครั้งคราว บากบั่นสู้ไม่ถอยหนี จากแรงกายสู่แรงใจ ทุ่มเทให้ในหน้าที่ สละเลือดเป็นชาติพลี ขอสดุดี "จ่าเพียร"

หัวข้อทั้งหมด

เราเป็นสมาชิก
  • สมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย
  • สมาคมหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย